VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bnomics
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
7 ส.ค. 2021 เวลา 13:00 • ประวัติศาสตร์
มองย้อนประวัติศาสตร์ ส่องโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “จีน”
อะไร คือ เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้จีนก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นมหาอำนาจในวันนี้ ?
มองย้อนประวัติศาสตร์ ส่องโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ แบบ "ประเทศจีน"
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ประเทศจีนถูกจับตามองในฐานะของมหาอำนาจใหม่ที่กำลังเติบโตมาอย่างรวดเร็ว
สถาบันวิจัยหลายสำนักได้คาดการณ์ว่าขนาด “เศรษฐกิจจีน”
จะขยายตัวจนแซงสหรัฐในอีกไม่นาน
ความสำเร็จของจีนในวันนี้ไม่ได้ได้มาโดยง่าย
หากแต่เกิดจากการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์
นำความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนเพื่อสร้างชาติจีนที่เข้มแข็งและมั่นคง
วันนี้ Bnomics จะพาทุกคนย้อนประวัติศาสตร์
ไปดูเส้นทางสู่โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบจีนในปัจจุบัน
1
📌 เส้นทางสู่การเป็นมหาอำนาจของจีน...ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ก่อนอื่น ต้องขอเล่าประวัติศาสตร์ไปไกลสักหน่อย
เพื่อทุกคนเข้าใจถึงความเป็นมาเป็นไปของการพัฒนาเศรษฐกิจจีน
ในช่วงที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น
โดยในช่วงปี 1839 ได้เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ขึ้นระหว่างจีนและจักรวรรดิอังกฤษ
โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากนโยบายการต่างประเทศในยุคราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) ที่จักรพรรดิไม่มีความประสงค์ที่จะค้าขายกับต่างประเทศ
เนื่องจากมองว่าประเทศจีนมีทรัพยากรทุกอย่างครบอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องค้าขายกับชาวต่างชาติจากบ้านป่าเมืองเถื่อน
1
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของประเทศตะวันตกกลับอยากค้าขายกับจีน
เนื่องจากต้องการสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน เช่น ชามกระเบื้อง ผ้าไหม ใบชา
ส่งผลให้ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ที่มีความต้องการสินค้าจากจีน
จำเป็นต้องชำระสินค้าในรูปของเงินเหรียญและทองคำเท่านั้น
ประเทศอังกฤษ ซึ่งขาดดุลการค้ากับจีน
และสูญเสียเงินเหรียญและทองคำเป็นปริมาณมาก ก็ไม่พอใจ
และได้พยายามแก้ไขปัญหานี้โดยการแอบลักลอบนำฝิ่นที่ปลูกที่อินเดียมาขายให้กับชาวจีน
ส่งผลให้ชาวบ้านตลอดจนขุนนางชั้นสูงติดฝิ่นกันอย่างงอมแงม
ไม่เป็นอันทำงานทำการ จนทำให้จักรพรรดิสั่งห้ามนำฝิ่นเข้ามา
และได้มีการยึดและทำลายฝิ่นของอังกฤษ ซึ่งทำให้เกิดการสูญเงินจำนวนมหาศาล
และเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่สงครามครั้งนี้
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ จีนได้พ่ายแพ้สงครามฝิ่นกับอังกฤษ
ส่งผลให้ต้องลงนามในสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ถูกบังคับให้เปิดเมืองท่าหลายแห่ง และยกเกาะฮ่องกงให้กับอังกฤษ
เป็นจุดเริ่มต้นของศตวรรษแห่งความตกต่ำที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและปัญหาสำหรับจีน
1
เพราะหลังจากนั้น ประเทศจีนก็ได้เผชิญกับความโชคร้ายอย่างต่อเนื่อง
หากเปรียบกับหนังก็คงไม่ต่างจากเรื่อง A Series of Unfortunate Events
ที่ตัวละครหลักเผชิญกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถูกชาติอื่นๆ เข้ามาข่มเหง
และบีบบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกับที่จักรวรรดิอังกฤษทำกับประเทศอื่นๆ รวมถึงเผชิญกับภัยรุกรานจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ต่างๆ
ก้าวแรกออกจากศตวรรษแห่งความตกต่ำเกิดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 เมื่อ
เหมา เจ๋อตุง ได้ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นต่อชาวจีนนับแสนคน
ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นการสิ้นสุดศตวรรษแห่งความตกต่ำของจีน
และนำประเทศเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม
สิ่งที่เหมา เจ๋อตงได้เร่งดำเนินการคือการเปลี่ยนผ่านประเทศจีนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม
1 ตุลาคม ปี 1949 เหมา เจ๋อตุง ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญของเหมาคือนโยบายก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า (The
Great Leap Forward) ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์
(Centrally-planned economic policies)
โดยเหมาเชื่อว่าการปลูกพืชผลทางการเกษตร และการผลิตเหล็ก คือ
หัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
1
ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในนโยบายด้านการเกษตรที่เหมาได้ดำเนินการคือ
การจัดตั้งระบบคอมมูน (People’s commune) ขึ้น โดยมีการยกเลิกระบบกรรมสิทธิ์ที่ดิน และให้แต่ละชุมชนมีการจัดสรรทรัพยากร ร่วมกันทำงาน และเกิดเป็นระบบที่เรียกว่า "นารวม" ขึ้น และได้กลายเป็นภาพที่ประเทศตะวันตกได้จดจำประเทศจีนว่าเป็นประเทศที่มีแต่การปลูกข้าว
"ระบบนารวม" นโยบายพัฒนาประเทศในสมัย เหมา เจ๋อตุง
นอกจากนี้ เหมายังได้ประกาศนโยบาย 4 ศัตรูพืชแห่งชาติ (The Four Pest
Campaign) โดยรณรงค์ให้ประชาชนชาวจีนกำจัดนก หนู แมลงวัน และยุง
เพื่อป้องกันไม่ให้มาทำลายพืชผลทางการเกษตร ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศเสียสมดุล
"นโยบาย 4 ศัตรูพืชแห่งชาติ" ของจีน ปี ค.ศ. 1958 - 1962
ในขณะเดียวกัน ก็มีการมุ่งเน้นไปที่การสร้างอุตสาหกรรมเหล็กในพื้นที่ชนบท
ก็ได้มีการโยกย้ายแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเหล็ก
และยังรวมไปถึงการประกาศใช้นโยบาย “เตาหลอมหลังบ้าน” (Backyard Furnaces)
ชาวบ้านกับนโยบาย "เตาหลอมหลังบ้าน" (Backyard Furnaces)
ที่ให้แต่ละชุมชนตีเหล็กกล้าด้วยตัวเอง โดยใช้เศษเหล็กมาเป็นวัตถุดิบ
ทั้งที่ไม่มีความรู้ ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกมานั้นเป็นเหล็กดิบคุณภาพต่ำ
ไม่ใช่เหล็กกล้าแต่อย่างใด
การโยกย้ายแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง
ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร
และทำให้พืชผลมากมายไม่ได้รับการเก็บเกี่ยว จนต้องเน่าเสียไป
ประกอบกับนโยบาย 4 ศัตรูพืชแห่งชาติ ซึ่งทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุลอย่างมาก
และได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์การขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่
(The Great Chinese Famine) ซึ่งมีการประเมินว่าได้คร่าชีวิตชาวจีนไปหลายสิบล้านคน
ทั้งนี้ นโยบายทางเศรษฐกิจในยุคของเหมา
แสดงให้เห็นถึงก้าวแรกของจีนที่ผิดพลาดอย่างมาก
เมื่อระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบรวมศูนย์
ได้นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ
และไม่มีระบบตลาดที่ช่วยหล่อลื่นปลดปล่อยศักยภาพของภาคเอกชนและเศรษฐกิจได้ (ซึ่งรัสเซียที่ใช้ระบบเศรษฐกิจจากส่วนกลางเป็นหลัก ก็ประสบปัญหาเช่นกัน)
จนถึงกับมีคนเคยกล่าวไว้ว่า “รัฐบาลได้ใช้เม็ดเงินลงทุนไปเป็นจำนวนมาก
หากแต่ได้ผลผลิตกลับมาเพียงน้อยนิดเท่านั้น”
📌 ก้าวที่ถูกต้องเกิดขึ้น เมื่อได้ผู้นำที่ใช่
ภายหลังจากที่เหมา เจ๋อตงได้ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1976 เติ้ง เสี่ยวผิง
ก็ได้รวบอำนาจและก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของจีน
และได้ประกาศนโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศ (Reform and opening up)
โดยมีการนำระบบตลาดเสรีมาประยุกต์ใช้เข้ากับระบบเศรษฐกิจแบบจีน
(ซึ่งเป็นจุดหักเหที่สำคัญที่สุดเรื่องหนี่งที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้) จนเกิดเป็นวลีอันโด่งดังที่ว่า “แมวไม่ว่าจะสีอะไร ขอให้จับหนูได้ก็เพียงพอ” รวมถึงการประกาศนโยบาย 4 ทันสมัย (The Four Modernization)
ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาและปฏิรูปด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม
การป้องกันประเทศ และวิทยาศาสตร์ ให้มีความทันสมัย
เทียบเท่ากับนานาอารยประเทศ เป็นต้น
นโยบายการปฎิรูปและการเปิดประเทศ (Reform and Opening up)
ในส่วนของด้านการปฏิรูป สิ่งที่เติ้ง เสี่ยวผิง
ได้ดำเนินการทำเป็นสิ่งแรกคือการปฏิรูปด้านภาคการเกษตร
ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
จากนโยบายที่ล้มเหลวในยุคก่อนหน้า
โดยมีการยกเลิกระบบนารวม
เป็นระบบความรับผิดชอบของครัวเรือน (the Household Responsibility
System) ซึ่งเป็นการมอบสิทธิในการใช้ที่ดินเกษตรให้กับแต่ละครัวเรือน
โดยกำหนดว่าจะต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินโดยการขายผลผลิตให้กับภาครัฐในราคาควบคุมของทางการ และผลผลิตที่เหลือจากนั้นก็สามารถเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน
หรือนำไปขายได้ในราคาตลาด
โดยในส่วนของราคาตลาดก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจเข้าสู่ทุนนิยม เช่นเดียวกัน โดยเติ้ง เสี่ยวผิงได้มีการจัดตั้งระบบสองราคา (Dual Price System) ขึ้น
โดยมีการกำหนดราคาควบคุมของทางการ และราคาตลาด
เพื่อให้ระบบตลาดเสรีเข้ามาช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อให้ประชาชนมีแรงจูงใจในการทำงาน ในการผลิตสินค้า ซึ่งสุดท้ายแล้ว
ก็แสดงออกมาให้เห็นในรูปของผลผลิตที่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการค่อยๆ ทยอยปลดล็อคให้ภาคเอกชน
สามารถดำเนินธุรกิจของตัวเองได้ มีการอนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ขึ้น
เพื่อช่วยส่งเสริมการลงทุน และมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ
อย่างค่อยเป็นค่อยไป
2
ทั้งนี้ สาเหตุที่การดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบทุนนิยมนั้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็เพื่อไม่ให้คนตกใจมากนักเสียจนคิดว่าประเทศจีนไม่ได้เป็นสังคมนิยมอีกต่อไป หรือมีการละทิ้งหลักการขั้นพื้นฐานที่ฝังอยู่ในใจคนส่วนใหญ่มายาวนาน
เติ้ง เสี่ยวผิงเคยยกสำนวนจีนอันเก่าแก่ขึ้นมาว่า “จงข้ามแม่น้ำโดยค่อยๆ
เหยียบก้อนหินทีละก้อน” ซึ่งหมายถึงว่า ในฝั่งของแม่น้ำที่ประเทศจีนกำลังยืนอยู่ คือ เศรษฐกิจและสังคมแบบคอมมิวนิสต์ที่ทุกคนได้ร่วมฝ่าฝันและสร้างขึ้นมา
ในขณะที่อีกฝั่งของแม่น้ำ คือ เศรษฐกิจและสังคมแบบทุนนิยมที่ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่เคยใฝ่ฝันถึง เพราะฉะนั้น การจะก้าวไปให้ถึงแม่น้ำอีกฝั่งให้ได้ จะต้องก้าวไปอย่างใจเย็นและระมัดระวัง
📌 จากการปฏิรูปสู่การเปิดเมือง... กำเนิดเซินเจิ้นโมเดล
ตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน
แนวคิดดังกล่าวได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญที่ใช้ในการเปิดประเทศ (Opening
up) เช่นเดียวกัน โดยการเปิดประเทศได้กลายมาเป็นโจทย์สำคัญสำหรับเติ้ง
เสี่ยวผิง เมื่อเขามองว่าเม็ดเงินลงทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยปลดล็อคศักยภาพของประเทศจีนซึ่งมีแรงงานจำนวนมหาศาลได้
ดังเช่นที่ได้ช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศทุนนิยมรอบข้างอย่าง
เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือแม้แต่เกาะฮ่องกง
ซึ่งได้ตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา
เจริญเติบโตอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การจะเปิดประเทศได้เป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร
เพราะหากจะทำตามโมเดลการพัฒนาของประเทศอื่นๆ เหล่านั้น
อาจจะเผชิญกับข้อครหาที่ว่าประเทศจีนได้ตกไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของตะวันตกแล้ว
มีการนำแนวคิดของตะวันตกมาใช้
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เติ้ง เสี่ยวผิงทำคือการ
“ข้ามแม่น้ำดังกล่าวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอย่างระมัดระวัง”
โดยการเปิดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) ขึ้นมา
เพื่ออนุญาตให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ปราศจากข้อกฎเกณฑ์แบบเดิม
ปราศจากการแทรกแซงของภาครัฐ
โดยอนุญาตให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้เฉพาะในพื้นที่ที่กำหนด
ซึ่งพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่เติ้งได้จัดตั้งขึ้นมาในช่วงแรก ประกอบไปด้วย
เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น (Shenzhen) จูไห่ (Zhuhai) และเซี่ยเหมิน
(Xiamen) เป็นต้น
เมืองเซินเจิ้น อนาคตของเศรษฐกิจจีน
ทั้งนี้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้ได้ถูกพิจารณาจากด้านตำแหน่งที่ตั้งอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น เมืองเซินเจิ้น
ที่มีวัตถุประสงค์ก็เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจากเกาะฮ่องกงมา
โดยโมเดลการพัฒนาของเมืองเซินเจิ้นก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในโมเดลที่ประสบความสำเร็จของจีน
ซึ่งเริ่มต้นจากเมืองท่าการประมงที่แทบไม่มีอะไรเลย
กลายมาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดึงดูดนักลงทุน และบริษัทต่างๆ
เข้ามาตั้งฐานการผลิตเป็นจำนวนมากได้
เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
1
เมืองเซินเจิ้นเองได้กลายเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน
ไม่ว่าจะเป็น Tencent Holdings หรือ Huawei Technologies
เป็นต้นนอกจากนี้ หากดูในแง่ของจีดีพีแล้ว
จะพบว่าขนาดเศรษฐกิจของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นได้เพิ่มจากเพียงแค่ราวๆ
สองร้อยล้านหยวนในปี 1979 มาเป็นเกือบ 3 ล้านล้านหยวนในปี 2019
คิดเป็นกว่าหมื่นเท่าในระยะเวลาเพียงแค่ 40 ปีเท่านั้น
1
ขนาดเศรษฐกิจของเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน เมื่อปี 1979 เทียบกับปี 2019
หลังจากนั้น การปฏิรูปเข้าสู่ระบบทุนนิยมก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ก่อให้เกิดรูปแบบของ “สังคมนิยมแบบจีน” ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
มีการนำเสนอแนวคิด 3 ผู้แทน (The Three Represents)
ซึ่งเป็นการวางบทบาทพรรคคอมมิวนิสต์ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของการผลิตที่ก้าวหน้า ตัวแทนของวัฒนธรรมที่ก้าวหน้า ตลอดจนเป็นตัวแทนของการรักษาผลประโยชน์ให้ชาวจีน
นอกจากนี้ ก็ยังคงมีการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ
ให้ภาคเอกชนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเสรีมากยิ่งขึ้น
การปฏิรูปภาคการธนาคาร การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ตลอดจนมีการเข้าร่วมกับองค์การการค้าโลกหรือ WTO ในยุคของเจียง เจ๋อมิน
ในปี 2001 ซึ่งส่งผลให้การค้าต่างประเทศของจีนขยายตัวอย่างมาก
และเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมา
ภายหลังมา จีนก็ยังคงปฏิรูปตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีทั้งการเปลี่ยนนโยบาย
เปลี่ยนทิศทางจากเดิมเป็นทิศทางใหม่
เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด อย่างเช่น ในยุคของหู จิ่นเทา
ก็มีการชะลอการปฏิรูปเศรษฐกิจเข้าสู่ทุนนิยม มีการลดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจจีนมีองค์ประกอบของทุนนิยมมากเกินไปจนนำไปสู่วิกฤติดังเช่นในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหลายๆ
ประเทศ
แม้แต่ในยุคของสี จิ้นผิง
ก็ได้มีการประกาศแนวคิดใหม่อย่างเช่นยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโมเดลการพัฒนาไปให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนในประเทศ
(Internal Circulation) โดยเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ
และเน้นการใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก และลดการพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศลง
เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศจีนตกเข้าไปอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง
ดังเช่นที่ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก กำลังติดอยู่อีกด้วย
ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานของจีน (Duo Circulation)
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการริเริ่มโครงการต่างๆ อย่างเช่นโครงการ Belt and
Road Initiatives ซึ่งเป็นโครงการที่ให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ คล้ายกับ Marshall Plan ของสหรัฐฯ
และได้กลายเป็นความท้าทายต่อระเบียบโลกเสรีนิยมที่ยืนหยัดมายาวนานตั้งแต่หลังสงครามโลกที่สองอีกด้วย
ซึ่งก็ต่างไปจากที่เติ้ง เสี่ยวผิงเคยกล่าวไว้อย่างสิ้นเชิงว่า
“จงอย่าทำตัวเด่น ให้ก้มต่ำๆ ไว้ แต่ให้อยู่ภายใต้เงาคนอื่น...”
ทั้งนี้ ก็คงเนื่องจากจีนได้ประเมินจากสถานการณ์ว่า
ขณะนี้คือช่วงเวลาที่บทบาทการเป็นผู้นำโลกของสหรัฐฯ
นั้นเผชิญกับความท้าทายมากที่สุด เป็นช่วงเวลาที่ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ
มีการสั่นคลอน และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากที่สุดที่จีนจะขึ้นมามีบทบาทนำในการทำหน้าที่แทนสหรัฐฯ
และก้าวไปเป็นมหาอำนาจคนต่อไป
และจีนก็ได้เริ่มเติบใหญ่และเริ่มมีความเข้มแข็งเพียงพอ
เมื่อเทียบกับในอดีต ที่เพิ่งอยู่ในช่วงการเริ่มต้น
เริ่มลุกขึ้นมาอีกครั้ง
สมาชิกประเทศที่เข้าร่วมโครงการ Belt and Road Initiative
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า
บทเรียนสำคัญของโมเดลการพัฒนาที่ทำให้เศรษฐกิจจีนเจริญรุ่งเรืองในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
1
จนสามารถเข้าสู่เส้นทางแห่งการเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจนั้น
มาจากการที่ผู้นำจีนได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตของการไม่ใส่ใจ
ไม่สนใจโลกภายนอก จนทำให้จีนเผชิญปัญหาและล้าหลัง ไม่ทันกับคู่แข่ง
1
ทำให้ท้ายที่สุด ได้ปรับกลยุทธ์ของตน โดยหันกลับมาเปิดใจ
มองการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก
พร้อมกับรับเอาสิ่งที่ดีและทันสมัยมาประยุกต์ใช้
ร่วมกับการคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมของความเป็น “สังคมนิยมแบบจีน” เอาไว้
ทั้งหมด คือ เคล็ดลับและเส้นทางความสำเร็จของผู้ที่กำลังเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลก
ผู้เขียน : เอกศิษฎ์ น้าวิไลเจริญ Economist, Bnomics
1
ภาพประกอบ : จินดาวรรณ อรรถมานะ Graphic Designer, Bnomics
▶︎ ติดตามช่องทางของ Bnomics ได้ที่
Website :
https://www.bnomics.co
Facebook :
VoxPop :
https://www.voxpop.com/bnomics
Line OA : @Bnomics
https://bit.ly/3eYkTJC
Youtube :
Twitter :
Bnomics - Bangkok Bank Economics
'Be an Economist for Everyone'
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
References:
https://edition.cnn.com/style/article/shenzhen-effect-china-model-city-intl-hnk/index.html
https://www.china-briefing.com/news/economic-reform-china-opening-up-future-prospects/
https://www.globaltimes.cn/content/661734.shtml
https://www.heritage.org/global-politics/commentary/liberalization-reverse
https://asia.nikkei.com/Economy/Shenzhen-s-success-overshadows-China-s-other-special-economic-zones
https://www.principal.th/sites/default/files/2020-02/Dr.Aksornsri%27s%20Presentation.pdf
https://www.asianstudies.org/publications/eaa/archives/crossing-the-river-by-feeling-the-stones-deng-xiaoping-in-the-making-of-modern-china/
https://press.uchicago.edu/ucp/books/book/chicago/L/bo24731869.html
https://www.brookings.edu/wp-content/uploads/2019/04/9780815737254_ch1.pdf
https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/ArticleAndResearch/WE_MPG/WEMPG_Dec10.pdf
27 บันทึก
21
2
27
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
All About History
27
21
2
27
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews