VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนังสือสื่อสาร Addicted to Books
•
ติดตาม
11 มิ.ย. 2022 เวลา 14:19 • หนังสือ
📚จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง
แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้
김난도의 내:일
FUTURE: MyJob
แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้ by คิมรันโด
“ราวกับว่าคนเราสามารถขายวิญญาณ เพื่อที่จะได้มีอาชีพที่ดี” (หน้า 3)
🍀🍀🍀
“การหางานไม่ได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับเงินและการเลี้ยงปากท้องเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณค่าทางสังคมและศักดิ์ศรี การว่างงานเป็นเวลานานทำให้จิตวิญญาณป่วยไข้ ดังนั้นภาพคนหางานจำนวนมหาศาลที่ยืนต่อแถวยาวเหยียดตามมหกรรมจัดหางานจึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่คุ้นตา” (หน้า 3)
“เงินเป็นสิ่งสำคัญมาก งานก็เป็นสิ่งสำคัญมาก แต่คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่องาน เราทำงานเพื่อมีชีวิตอยู่ สิ่งสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคือคุณภาพของชีวิต ส่วนใหญ่คนเรามีความต้องการทำงานเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และหากว่าองค์กรสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วยกำลังคนเหล่านี้อย่างถูกที่ถูกเวลา ทุกฝ่ายก็จะเป็นผู้ชนะ" (หน้า 90)
"ดังนั้นสังคมต้องสร้างบรรยากาศแห่งความมั่นคงเพื่อช่วยให้คนปลดปล่อยพลังที่ซ่อนเร้นออกมาได้ ไม่ว่าใครก็มีตัวตนที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่เราทุกคนมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกอยู่ในตัวเอง เพียงแต่ไม่ได้รับโอกาสให้แสดงความสามารถเท่านั้นเอง" (หน้า 107)
และแล้วก็มาถึงช่วงรีวิวฉบับเต็มกันสักทีนะคะทุกท่าน (แต่ยังไม่จบนะคะ😅 มีภาคต่อของรีวิว เนื้อหาอาจยาวสักนิด เพราะเป็นสรุป+รีวิว) มัวแต่ปล่อยโควทของหนังสือเล่มนี้ไปก่อน กว่าจะได้มีเวลาขลุกตัว นั่งลง และรีแคปทั้งหมดทั้งมวล ก็เนื่องจากว่าติดธุระด่วนกะทันหันบวกกับทำงาน ก็ปาเข้าไปหนึ่งอาทิตย์กว่าเสียแล้ว
“แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้” ยอมรับว่าชื่นชอบเล่มนี้เนื่องจากชื่อเรื่องค่ะ แลดูเหมือนจะมีอนาคตที่สว่างไสวรอเราอยู่ข้างหน้า ประกอบกับหน้าปกที่เรียบง่ายดูมินิมัลและสัมผัสถึงอิสระเสรี พอเหลือบเห็นชื่อผู้แต่ง อ้อ อาจารย์คิมรันโด ที่ฝากผลงานอันโด่งดังไว้ในหนังสือเรื่อง “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” นี่เอง
แอดมินเชื่อว่าทุกท่านอาจเคยเห็นผ่านตาและเคยอ่านมาบ้าง แอดมินอ่านแล้วรู้สึกทัชใจ เลยไม่รีรอที่จะอ่านเล่มนี้ และอยากจะรู้ว่างานแบบไหนกัน งานแบบที่เราทำอยู่ จะนำพาเราไปสู่อนาคตที่มีแสงสว่างรอที่ปลายอุโมงค์หรือไม่
และหากว่าในวันนี้ เรารู้สึกว่า งานของเรานั้น เสมือนไม่ใช่ ‘งาน’ ที่ตั้งใจ ใฝ่ฝัน เอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว หรือมีความรู้สึกเกลียดวันจันทร์ หน่ายบ่ายวันอาทิตย์ หรือบางทีเราอาจต้องทำงานภายในหนึ่งอาทิตย์โดยมีวันหยุดแค่วันเดียว
เราอาจจะย้อนถามตัวเองกลับ หลังจากได้อ่านจนจบเล่มก็เป็นได้ว่า ‘ใช่งานของฉัน ใช่วันพรุ่งนี้ของฉัน’ หรือไม่นะ🤔
ในหนังสือเล่มนี้ นำเสนอพาร์ทของบทนำ และพาร์ทใหญ่ Part ที่ 1 อนาคตของอาชีพ FUTURE: ต้องอ่านกระแสงานให้ออกเพื่อไขว่คว้า “งานของฉันและวันพรุ่งนี้” / ภาคต่อของหนังสือเล่มนี้ Part 2 งานของฉัน MYJOB 👇นี่คือหน้าตาของเล่มภาคต่อนี้นะคะ
ขอบคุณภาพประกอบจาก Amarinbooks.com
✨PART 0 บทนำ:
●
เราทำงานไปทำไมกัน
ในหัวข้อนี้ ได้บอกถึงความเป็นจริงที่ว่าคนที่จะได้ทำงานดี ๆ มั่นคง ในบริษัทนั้นมีน้อยลงทุกที อ.คิมรันโดได้เปรียบให้เห็นว่าคนที่สามารถหางานได้มีอัตราที่น้อยกว่าคนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยถึงครึ่งต่อครึ่ง หนุ่มสาวชาวเกาหลีได้แต่โอดครวญถึงปัญหาการว่างงานที่รุนแรง และถึงแม้เราจะเข้าใกล้งานในฝันมากเพียงใดนั้น ความกังวลเกี่ยวกับงานไม่เคยได้หยุดสิ้นลงเลย ดังโควท:
แม้ว่าเราจะเข้าใกล้อาชีพในฝันเพียงใดก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับการทำงานก็ยังไม่อาจยุติลงได้ ในตอนเช้า เราลืมตาฝืนใจลุกจากที่นอนเพื่อออกไปสู้รบในสนามการทำงาน เราวิ่งไปทางโน้นที ทางนี้ที ในมือของเราถือปากกาเอาไว้แทนกระบอกปืน
อาจารย์คิมรันโด
สิ่งที่มีแล้วเหนื่อยยาก แต่หากปราศจากมันก็ต้องพบกับความทุกข์ 😓
ลองนึกถึงเป้าหมายของการทำงานอีกสักครั้ง
เราทั้งหลายต่างมีตัวตนอยู่ตาม ‘ความคิด’
ถ้าหากถามผู้ใหญ่ว่า “ความฝันของคุณคืออะไร” ก็จะได้คำตอบในทำนองที่ว่า “ทำอาชีพอะไร” มากกว่า “มีทัศนคติและอุดมการณ์อะไร”
และในตอนเด็ก ๆ เราก็เคยได้ยินผู้คนต่างไถ่ถามเราว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ราวกับว่ามันคือตัวตนในอนาคตทั้งหมดของเรา
แน่ล่ะว่าสิ่งสำคัญคือ เม็ดเงินที่เราสร้างได้จากน้ำพักน้ำแรงของเรา แต่จากการสำรวจถึงเป้าหมายของการทำงาน อันดับหนึ่งก็คือ “เพื่อความสนุก” นั่นเอง นักเขียนโยนคำถามทิ้งท้ายว่างานที่จะสร้างความสนุกให้กับตัวเรา อยู่แห่งไหนกัน?
เครดิตรูปภาพ pixabay
เป็นไปได้ว่าทุกวันนี้ เราซึมเศร้า อ่อนล้าจากการทำงาน ได้แต่ไขว่คว้าเส้นชัยในถนนของการทำงาน โดยที่ไม่รู้ว่าเราทำงานไปทำไมก็เป็นได้😔
*หมายเหตุ: สำหรับคีย์เวิร์ด 11 ประการ คำโปรยบนหน้าปกนั้น ต่อไปนี้เป็นคีย์เวิร์ด 6 คำสำคัญจากทั้งหมดของ [FUTURE] และอีก 5 คีย์เวิร์ดสำคัญ [MYJOB] ติดตามได้จากภาคต่อของหนังสือเล่มนี้ ในชื่อว่า “จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้” by อาจารย์คิมรันโด อีกเช่นเคย
เริ่มการเกริ่นนำในพาร์ทแรก
✨PART 1 อนาคตของอาชีพ ต้องอ่านกระแสงานให้ออกเพื่อไขว่คว้า “งานของฉันและวันพรุ่งนี้” : FUTURE
“งานที่ดี” คืออะไรกัน
พบว่า การเปรียบเทียบค่านิยมของงานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะปัจจุบันกับอดีตไม่เหมือนกัน จึงเกิดคำนิยามของการทำงานใหม่ ๆ ขึ้นมา
เดี๋ยวนี้มีทั้งเรื่องของ ทักษะความเชี่ยวชาญ การสื่อสารไร้พรมแดน แนวคิดหลุดกรอบ ฟรีแลนซ์ ฯลฯ เกิดขึ้นมากมายทีเดียว จึงเป็นเรื่องยากที่จะเปรียบเทียบค่านิยมว่างานใดคืองานที่ดีหรือไม่ดี
ต่อไปนี้ จะพาทุกท่านไปพบกับคีย์เวิร์ดสำคัญกับสายงานหลากหลายอาชีพที่ก่อกำเนิดขึ้น พักจากการคิดว่า ณ ขณะนี้ เป้าหมายของการทำงานเราคืออะไรกันอย่างจริงจังกันไปก่อน และต่อจากนี้คือ เนื้อหาบางส่วน(Spoils นิดนึง แต่ถ้าอยากเข้าถึงแบบละเอียด อ่านฉบับเต็มจะได้รับเยอะกว่าแน่นอนค่ะ)+รีวิวฉบับแอดมิน
ถ้าทุกท่านไม่ต้องการสปอยล์ ในที่นี้ แนะนำให้อ่านแค่หัวข้อคีย์เวิร์ดสัญลักษณ์ดาวถึงเส้นขั้นแรกของแต่ละคีย์เวิร์ด และบทสรุปรีวิวสุดท้ายของบทความนี้ค่ะ (ในรีวิวภาคต่อ ตอนจบ😅)
✨คีย์เวิร์ดที่ 1
★
F: From White-Collar to Blue-Collar หนุ่มสาวที่มารวมตัวกัน
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีหนุ่มสาวที่จะท้าทายกรอบการทำงานแบบเดิม ๆ กฎแห่งการแบ่งแยกอาชีพที่เคยรุ่งโรจน์ (White-Collar) กับอาชีพที่คนเมินหน้าหนี (Blue-Collar) ได้พังทลายลงแล้ว
🇬🇧อย่างประเทศอังกฤษก็มีโรงเรียนอบรมพ่อบ้าน
เนื่องจากไม่กี่ปีมานี้ เราก็เห็นแล้วว่ามีเศรษฐีเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คนเหล่านั้นต้องหาคนที่จะช่วยจัดการงานต่าง ๆ นอกเหนือจากงานที่พวกเขาต้องทำจริง ๆ และเป็นที่ยอมรับว่าวัยรุ่นชาวอังกฤษมีทัศนคติเกี่ยวกับงานที่เปลี่ยนไป จึงพอใจในการทำงานเช่นนี้มากกว่า White-Collar
🇳🇱เมื่อหันมาดูที่เนเธอร์แลนด์ มีทั้งงานช่างประดิษฐ์เกือกม้า หรือมีโรงเรียนช่างไม้ นั่นก็เพราะว่าเป็นประเทศที่ยอมรับในสายงานที่หลากหลาย หนุ่มสาวจึงมีความมุ่งมั่นเรียนในสายอาชีพอันปราศจากแรงกดดันรอบข้าง
เพราะบรรทัดฐานในการเลือกอาชีพของคนได้เปลี่ยนจาก ‘สายตา’ ของคนอื่น มาสู่ ‘ความสุขของตนเอง’
🇰🇷หรือที่เกาหลีก็มีสามล้ออาร์ตี้ สามล้อที่ขับเคลื่อนด้วยความสุข ในท่ามกลางการดูแคลนอาชีพแรงงานในสังคมแห่งนี้ ทว่าผู้ก่อตั้งสามล้อเขาได้กล่าวว่าก็อยากจะใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองฝันเอาไว้ ไม่ใช่ฝังตัวเองไว้แต่ในห้องทำงานเหมือนที่เคยเป็นมา แต่เป็นการพบเจอกับผู้คนหลากหลายที่ถูกลิขิตให้มาพบกัน
สามล้ออาร์ตี้ ที่ขับเคลื่อนด้วยความสุข
You Only Live Once - YOLO✨
🪄จากการอ่านในพาร์ทของคีย์เวิร์ดนี้ จึงเข้าใจได้ว่า คนนั่งทำงานในออฟฟิศ อาจจะถูกสังคมให้ความสำคัญในเรื่องของความมั่นคง มีการงานที่ดี รายได้ดี แต่หากปรับสายงานตามตลาดโลกอย่าง อาชีพพ่อบ้านอังกฤษถึงแม้จะเป็นงานที่ใช้แรงงาน แต่ก็เป็นงานที่คนหลั่งใหลไปเรียนเพราะความนิยมด้วย
และปัจจัยที่เอื้ออำนวยของเนเธอร์แลนด์ ที่อำนวยให้คนเข้าหาตลาดแรงงานมากขึ้น
แต่ถ้าหากกล้าที่จะแหกคอกแบบคนเกาหลีที่สังคมต่างก็เมินหน้าให้งานใช้แรงงาน ถึงจะอยู่ท่ามกลางความกดดันของสังคมไปบ้าง แต่หากเป็นการสร้างความสุขที่อิสระให้กับตนเองเช่นสามล้ออาร์ตี้
แอดมินจึงได้เข้าใจว่า อ้อ การที่จะออกมาเป็นคนใช้แรงงานจากคนนั่งทำงานในออฟฟิศนั้น ถ้าต่างสังคมคุณค่าของการทำงานก็ต่างกัน แต่อยู่ที่ว่าเราจะให้คุณค่ากับงานที่เราทำ หรือมีความหลงใหลต่องานนั้นอย่างไรต่างหาก เพราะเราสามารถย้ายงานได้ จาก White-Collar to Blue-Collar ตามใจปรารถนาทั้ง ๆ ที่สังคมอาจจะไม่ได้คิดเช่นเดียวกับเราก็เป็นได้
✨คีย์เวิร์ดที่ 2
★
U: Utopia for ‘Nomad-Workers’ คุณคือโนแมดเวิร์คเกอร์ ใช่หรือไม่
โนแมดเวิร์คกิ้ง มาจาก Nomad+Working คือการใช้อุปกรณ์ทำงานแบบย้ายที่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการกำหนดเวลาและสถานที่แน่นอน นั่นเรียกใช้คนที่มีลักษณะการทำงานเช่นนี้ว่า โนแมดเวิร์คเกอร์
เป็นคนทำงานที่มองหาความกลมกลืนระหว่างเวลาทำงานกับคุณภาพที่เกิดขึ้นจากแรงงานของตน
🇯🇵 มาดูที่ญี่ปุ่น สถานที่แห่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนคนทำงาน ณ The Terminal Co-Working Space คนทำงานดิจิทัลเร่ร่อน ผู้เปลี่ยนแปลงข้อจำกัดในการทำงาน
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ผู้บริหารองค์กรมักจะจ้างพนักงานชั่วคราวมากกว่าพนักงานประจำแล้ว
เครดิตรูปภาพ socialworkplace.com
ทำให้หนุ่มสาวยกธงขาวให้กับการหางานประจำ จึงเริ่มใช้ชีวิตอิสระ หรือจะหางานพิเศษทำสองสามอย่างเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตตนเอง หรือที่เรียกว่าฟรีเตอร์ (Freeter) เป็นงานที่ฝึกฝนตนเองท่ามกลางสายตาอคติของสังคม เพื่อเข้าใกล้จิตวิญญาณตนเองมากขึ้น
เลิกยึกติดกับภาพการทำงานที่มีรูปแบบ แล้วมาใช้ชีวิตอย่างอิสระกันเถอะ
และเดอะเทอมินัลนี้ ตั้งอยู่ในย่านฮาราจุกุที่มีคนพลุกพล่าน สามารถนั่งทำงาน มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก กล่าวได้ว่า หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นทั้งหลายได้ท้าทายกรอบการทำงานแบบเดิม ๆ แล้ว และเลือกทำงานอิสระได้ตลอด 24 ชม.
เปลี่ยนภาพจำกันไปบ้างกับซารารี่มังที่ขลุกตัวทำงานอย่างหนักหน่วงในออฟฟิศ ที่เข้างานและเลิกงานตามเวลาแบบวนลูป
🇬🇧 กลับมาดูที่อังกฤษกันบ้าง ที่นี่ก็มีสิ่งที่เรียกว่า “Central Working” Co-Working Center ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของอีแลนเซอร์ (E-lancer) คือรูปแบบการทำงานเป็นฟรีแลนซ์เช่นที่เราคุ้นหูผ่านคอมพิวเตอร์ในศ.ที่ 21 นั่นเอง
ทว่าความพิเศษของที่นี่คือเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้พื้นที่ต่าง ๆ ร่วมกัน ดังนั้นที่แห่งนี้จึงไม่ใช่ที่ของเหล่าโนแมดเวิร์คเกอร์ “แต่ละคน” แต่เป็นพื้นที่ที่ใช้ “ร่วมกัน” แลกเปลี่ยนความเห็นพูดคุยกันมากกว่าที่จะทำงานเพียงลำพัง
🇳🇱 กลับมาเยือนยังเนเธอร์แลนด์อีกสักครั้ง ในหัวข้อที่ว่าผู้แทนของสหพันธ์แรงงานเนเธอร์แลนด์ สวรรค์ของผู้ลิ้มรสชาติการทำงานไม่ประจำ
แล้วทำไมจึงเรียกว่า สวรรค์ กันนะ เดี๋ยวพาไปพบกับคำตอบกันค่ะ
ในประเทศที่การเปิดกว้างของการทำงานอย่างที่นี่นั้น ก็แสดงให้เห็นถึงนโยบายแรงงานที่มีความเป็นไปได้ ผ่านการพยายามสร้างภาวะความสุขและความพึงพอใจในการทำงาน ให้อยู่ร่วมกับสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงได้อย่างกลมกลืน ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างคนทำงานประจำกับไม่ประจำ ดังคำสัมภาษณ์คนทำงานฟรีแลนซ์ที่นี่ว่า
“การเป็นฟรีแลนซ์มีความพิเศษตรงไหนครับ”
“การเป็นฟรีแลนซ์ได้รับการปฏิบัติอย่างแบ่งแยกหรือไม่”
….
“แล้วทำไมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างแบ่งแยกด้วยหรือครับ” “…”
ด้วยนโยบายที่ว่าคือ “แรงงานเป็นหนึ่งเดียวกัน ค่าแรงเป็นหนึ่งเดียวกัน”
แถมยังมี Polder Model แนวคิดจากการตระหนักรู้ว่า ลำพังความพยายามไม่อาจทำให้สิ่งต่าง ๆ บรรลุผล ต้องอาศัยความร่วมมือกัน เมื่อคนเกิดการว่างงานก็จะพยายามพาคนกลับเข้าไปทำงานให้ได้อีกครั้ง
“มากกว่าการทะนงตนอย่างโดดเดี่ยวแต่กลับช่วยกันระดมความคิดเพื่อคลี่คลายปัญหา”
และเพราะทุกคนต่างเป็นคนทำงานเหมือนกัน มีแค่วิธีการทำงานเท่านั้นที่ต่าง และมีการรับรองเกี่ยวกับการทำงานตามกฎหมายที่ดี หนุ่มสาวเริ่มสนใจสมดุลของงานกับชีวิต (Work-Life Balance) มากกว่าการทุ่มเทเพื่องานอย่างเดียว
การทำงานฉบับเนเธอร์แลนด์
🪄จากการอ่านในพาร์ทของคีย์เวิร์ดนี้ จึงเข้าใจได้ว่า ณ ขณะที่สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบการทำงาน ที่ญี่ปุ่นก็มีคนทำงานไม่ประจำมากมายทุกวันนี้ อังกฤษก็เช่นเดียวกัน แต่จะไม่ใช่ individual แบบปัจเจกบุคคล ทว่าเป็นการทำงานแบบแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนที่เข้ามายังพื้นที่ทำงานแห่งนั้นด้วย
และการไม่ลดทอนคุณค่าของคนทำงานไม่ประจำของเนเธอร์แลนด์ มีนโยบายชูโรงในการทำงานร่วมกัน
แต่ละแห่งนั้น มีโนแมดเวิร์คเกอร์อยู่มากมาย แต่ละประเทศล้วนมีความเฉพาะตัว ที่สำคัญทำให้รู้ว่าการก่อกำเนิดของโนแมดเวิร์คเกอร์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในทิศทางที่จะมุ่งสู่อนาคตของการทำงานแบบมีประสิทธิภาพและเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจของผู้ทำงานเอง
✨คีย์เวิร์ดที่ 3
★
T: Towards Social Good จับตาดูธุรกิจสังคม งานแห่งความเอื้อเฟื้อในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
ในสังคมที่มีแต่ความเป็นทุนนิยมอยู่ทุกวันนี้ ทว่าก็มีอีกแง่มุมที่มีธุรกิจช่วยเหลือสังคม งาน “เอื้อเฟื้อ” ที่ว่า จะช่วยปลอบประโลมผู้คนจากเศรษฐกิจเลวร้ายได้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและจิตใจ (Change Maker)
🇧🇩 ธนาคารกรามีน บังคลาเทศ กรามีนโฟน Impossible? I’m possible! เต้นรำกับความยากจน
ที่บังคลาเทศได้ถือกำเนิด ธ.กรามีน โดยมูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ก่อตั้ง เขามีแนวคิดในการส่งต่อการพัฒนาสังคมด้วยการให้ผู้คนในองค์กรกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับคนจำนวนมากในประเทศนี้ที่เป็นประเทศด้อยพัฒนา
ทั้งยังก้าวข้ามจากสถาบันทางการเงินไปเป็นองค์กรแห่งความเป็นมิตรหลายรูปแบบ ทลายกรอบที่ว่าทำธุรกิจกับคนจนก็มีแต่จะ ‘กอดคอกันจน’
จนบัดนี้ธนาคารขยายสาขาทั่วโลกกว่า 37 ประเทศ มีผู้ใช้บริการกว่า 92 ล้านคน ด้วยความเอื้อเฟื้อนี่เองที่ทำให้คนยากจนรอคอยการช่วยเหลือจากใครสักคนได้กู้เงิน และจ่ายดอกเบี้ยเพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตคน ๆ นั้น
เครดิตรูปภาพ Creative by Nature - WordPress.com
ต่อมา ยังมีบริษัทกรามีนโฟนที่ลงทุนธุรกิจเอื้อเฟื้อด้านไอทีขึ้นที่นี่ด้วยเช่นกัน มีการพัฒนาธุรกิจที่เรียกว่า “Information Boat” เรือข้อมูลที่ให้บริการในระบบการสื่อสารที่ย่อมเยา ให้เช่าโทรศัพท์สำหรับคนที่ไม่มีโทรศัพท์ใช้ โดยอ.อิกบาลจากสถาบัน MIT Legatum Center
ธุรกิจเพื่อสังคมหนึ่งให้กำเนิดอีกธุรกิจหนึ่งเพื่อสังคม เงินก้อนเล็กๆ
ที่มอบให้แก่คนยากไร้คนหนึ่งสร้างงานให้กับคนยากไร้อีกมากมาย เรือที่เคย
ล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลข้อมูลกำลังรับเอาผู้คนที่ถูกทอดทิ้งมาร่วมทาง
🇰🇷 ต่อมา ไปกันที่เกาหลีใต้กันบ้างค่ะ มาเยือนกันที่โรงเรียนผู้เชี่ยวชาญการรวมเงินการกุศล
โดยอาชีพผู้ระดมเงินบริจาค (Fundraiser) ทั้งมีมานานในอเมริกาหรือยุโรป แต่หาได้ยากในเกาหลีใต้
ผู้ระดมเงินบริจาคคือคนที่รวบรวมเงินบริจาคเพื่อใช้ในงานสาธารณะ เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ ไม่ให้ความสำคัญกับกำไรขององค์กร
เช่นเดียวกันกับที่นี่ โรงเรียนผู้เชี่ยวชาญการระดมเงินการกุศลของ The Hope Institution โรงเรียนแห่งนี้เริ่มจากนักเรียนที่มีที่มาต่างกัน แต่สนใจการระดมเงินทุนเพื่อการกุศลเหมือนกันจึงมาลงเรียนร่วมกัน มีโอกาสทำความฝันให้เป็นจริงโดยการนำเงินบริจาคที่ได้ไปสร้างสังคมที่ดีขึ้น
ในช่วงก่อนเรียนจบ เป็นช่วงที่ต้องเตรียมตัวสมัครงาน แต่ว่าสำหรับ
คุณอูชอกแล้วเขามีความฝันที่จะรวมใจผู้คนด้วยงานเพื่อสังคมมากกว่าการ
รวมเงินเพียงอย่างเดียว
Fundraiser - การรับรู้ถึงการรวมใจ
🇰🇷 มาดูกันอีกที่ที่เกาหลีใต้กันค่ะ ณ ร้านเสื้อยอลริน ที่ที่ให้บริการยืมสูทสำหรับผู้มีรายได้น้อย
ณ เกาหลีใต้เอง ปกติแล้วค่าใช้จ่ายเสื้อผ้าสำหรับผู้หางานจะเริ่มต้นประมาณ 11,000 บาท นับว่ามีมูลค่าไม่น้อยเลย และสำหรับนักศึกษาจบใหม่แล้วนั้น การควักเงินซื้อเพื่อเริ่มต้นสมัครงาน หางานนั้นก็เป็นภาระหนักทีเดียว
งานเพื่อดูแลเสื้อผ้าสมัครงานของผู้หางาน เป็นงานของร้านยอลริน ที่นี่เริ่มต้นด้วยความคิดที่ว่า อยากให้ทุกคนเปิดตู้เสื้อผ้าออกมาโดยนำเสื้อผ้าอันใส่หลังจากสัมภาษณ์งาน ที่กองไว้ไม่ได้ใช้มาแลกเปลี่ยนกัน ช่วยให้ผู้หางานที่ไม่มีเงินมากนัก สามารถที่จะสร้างความประทับใจแรกพบได้
หลังเปิดร้านมาได้ไม่นานก็มีองค์กรและส่วนบุคคลติดต่อบริจาคมาไม่ขาดสาย รวม ๆ แล้ว เช่าครั้งหนึ่งไม่ถึงหนึ่งพันบาท แถมร้านยังใส่ใจความทันสมัยของชุดอีกด้วย
และไม่ใช่แค่ส่งต่อแค่เสื้อผ้าเพียงเท่านั้น ทว่ายังส่งต่อข้อความที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ช่วยส่งต่อพลังให้คนหางานต่อไปอีกด้วย
นี่คือชุดที่ฉันใส่ตอนสมัครงานครั้งแรก หวังว่าจะช่วยส่งต่อความรู้สึกที่ดีไปยังกรรมการสัมภาษณ์ของคุณ เพราะเป็นชุดที่ทำให้เกิดเรื่องราวดี ๆ มากมายสำหรับฉัน
ห้องเสื้อยอลรินพร้อมข้อความเปี่ยมกำลังใจ
🪄จากการอ่านในพาร์ทของคีย์เวิร์ดนี้ จึงได้ทราบถึงเบื้องหลังของแรงบันดาลใจในการทำงาน “เอื้อเฟื้อ” เพื่อส่งต่อพลังให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนในทางใดทางหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นที่บังคลาเทศ เป็นการลบความคิดที่ทำธุรกิจกับคนจนมีแต่จะกอดคอกันจนลงไป สิ่งนี้ทำให้เห็นถึงการคิดต่างออกไปเพื่อเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น พร้อมกับที่เกาหลีใต้ การทำงานระดมทุนก็เพื่อเป็นสะพานให้กับคนที่สนใจในงานการกุศลนั้น ๆ บุคคลที่มายังโรงเรียนเพื่อการกุศลต่างช่วยขับเคลื่อนสังคม
ไม่ว่าจะระดมเงินก็ดี หรือคิดโครงการการกุศลก็ดี ทุกคนที่มายังโรงเรียนแห่งนี้ต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกัน
จนถึงห้องเสื้อให้เช่า ด้วยความคิดที่ว่ามาแบ่งปันเสื้อเพื่อจะได้ส่งต่อให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์มากกว่าจะหมกเสื้อไว้โดยเปล่าประโยชน์ เราก็ได้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่เพียงแค่การส่งต่อเสื้อผ้า แต่เป็นการส่งต่อน้ำใจและความอบอุ่น แล้วการส่งต่อพลังแบบนี้ จะไม่ดีได้อย่างไรใช่ไหมละคะทุกท่าน
เลยคิดว่า โลกดีขึ้นและน่าอยู่ขึ้น เพราะพลังของคนเหล่านี้เลยค่ะ ขอปรบมือและทัชใจในคีย์เวิร์ดนี้จริง ๆ ค่ะ
To be continued… ในอีกสามคีย์เวิร์ดสำคัญ อีกไม่ช้าไม่นานค่ะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ มีความคิดเห็นอย่างไร ขอเชิญคอมเม้นต์ได้เลยค่ะ🙏
นักเขียน : คิมรันโด
นักแปล : นาริฐา สุขประมาณ
สำนักพิมพ์ : สปริงบุ๊คส์ (Springbooks)
จำนวนหน้า : 255 หน้า
สนนราคาหนังสือ(ปก) : 195 บาท
4 บันทึก
12
26
6
4
12
26
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews