VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วิทย์-ชีวะ-ชีวิต
•
ติดตาม
20 ต.ค. 2022 เวลา 23:38 • หนังสือ
คลื่นกบาลสนทนา
โดย นำชัย ชีววิวรรธน์
ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ของสมองก้าวหน้าไปมากในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ศึกษาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น เช่น แค่หมวกครอบที่มีขั้วไฟฟ้าสัมผัสกับกระโหลกศีรษะ ก็สามารถวัดการทำงานจำพาะบางอย่างของสมองส่วนต่างๆ ได้แล้ว โดยไม่ต้องเปิดกระโหลกเพื่อฝังขั้วไฟฟ้าหรือตัวรับสัญญาณแปะติดกับเนื้อสมองโดยตรง
กรณีหลังนี้ยุ่งยากและมีความเสี่ยงที่จะก่ออันตรายสูงกว่ามาก
Photo by That's Her Business on Unsplash
ตัวชี้วัดทางตรงและทางอ้อมสำหรับข้อเท็จจริงนี้ก็คือ มีตำราด้านนี้ออกมามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมชื่อวิชาที่ใช้ว่า ประสาทวิทยา (neurology) ซึ่งฟังดูคับแคบเหมือนว่าศึกษาเกี่ยวกับเซลล์ประสาท (neuron) เท่านั้น ก็กลายมาเป็น ประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) ที่ศึกษาปัจจัยทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาท รวมทั้งโครงสร้างและการทำงานของเซลล์ประสาทเอง
อุปกรณ์การแพทย์อย่าง X-ray CT (Computed Tomography) Scan และ MRI (Magnetic Resonance Imaging) ที่ใช้สร้างภาพสามมิติหรือภาพตัดขวางของสมองหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการวินิจฉัยโรค
แม้ว่ามีราคาแพงมากแต่ก็พบเห็นได้อย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร เฉลี่ยแล้วมีสัดส่วนเทียบกับประชากรมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศด้วยซ้ำไป
จนให้สงสัยว่าคนไทยเสพติดการใช้เทคโนโลยีไฮเทคจนเกินจำเป็นหรือไม่
Photo by Alexander Ant on Unsplash
นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบหลักการและการประยุกต์ใช้เทคนิคทั้งสองอย่างนี้ต่างก็ได้ครับรางวัลโนเบลกันถ้วนหน้า (ปี ค.ศ. 1979 และ 2003 ตามลำดับ) ยังมีเทคนิคอื่นๆ อีกมาก
จึงไม่น่าแปลกใจว่าพอถึงวันนี้ งานวิจัยด้านนี้จึงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก
มีการตีพิมพ์ผลงานการวิจัยที่เรียกว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงรากฐานอย่างที่ฝรั่งใช้ว่า breakthrough ออกมาแทบจะรายไตรมาส และคงกลายเป็นรายเดือน รายปักษ์ หรือรายสัปดาห์ กันในไม่ช้า
สำหรับบทความนี้ผมจะเล่าเกี่ยวกับงานวิจัย 2 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม 2014 เรื่องแรกเกี่ยวกับการใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นสมอง ซึ่งช่วยทำให้จดจำได้ดีขึ้น
ส่วนอีกเรื่องฟังดูไซไฟมากยิ่งขึ้นไปอีกหน่อยคือ การใช้ความคิดของคนหนึ่งไปบังคับแขนของอีกคนหนึ่งที่อยู่ไกลออกผ่าน ผ่านการเชื่อมต่อระบบประสาทของทั้งสองคนเข้าด้วยกัน (ผ่านอินเทอร์เน็ต)
นี่อาจจะเป็นเทคโนโลยี "โทรจิต" ที่คนพูดถึงกันมานาน !
มาดูที่เรื่องแรกกันก่อนครับ
นักวิทยาศาสตร์รู้มาแน่ชัดสัก 30 ปีแล้วครับว่า หากปล่อยสนามแม่เหล็กหรือกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าสู่สมองจะไปมีผลต่อความทรงจำด้วย
แม้ว่ากลไกจะยังไม่แน่ชัด และข้อจำกัดสำคัญคือสมองส่วนที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเรียนรู้และความจำที่ชื่อว่า ฮิปโปแคมปัส นั้น อยู่ลึกลงไปในก้อนเนื้อสมองพอสมควรทีเดียว จึงทดสอบได้ยาก
ในการทดลองที่ตีพิมพในวารสาร Science เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2014 นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ลองใช้สนามแม่เหล็กอ่อนๆ กระตุ้นสมองส่วนเปลือกนอกที่เรียกว่า Lateral Parietal Cortex (LPC) ซึ่งพบว่าทำงานควบคู่และสอดคล้องไปกับสมองส่วนฮิปโปแคมปัสในกระบวนการเรียนรู้และจดจำ
ผลลัพธ์ที่ได้คือกลุ่มผู้เข้าร่วมทดลองที่มีสุขภาพดี มีอายุ 21-40 ปี รวม 16 คน ต่างก็สามารถทำแบบทดสอบความจำได้ดีขึ้นราว 30%
ข้อดีของการกระตุ้นที่ LPC คือ บริเวณดังกล่าวอยู่ตื้นกว่ามาก คือใกล้ชิดติดกับกระโหลกศีรษะมากกว่าจึงทดสอบได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบกลไกแน่ชัดอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และที่สำคัญคือผลการกระตุ้นแบบนี้จะคงอยู่ได้นานเท่าใด
แต่ชวนให้คิดว่าหากไม่มีผลร้ายข้างเคียงชัดเจน เรื่องนี้น่าจะมีประโยชน์โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการสูญเสียความจำ ซึ่งก็คงต้องรอผลการทดลองต่อๆ ไป
อีกงานวิจัยหนึ่งซับซ้อนและน่าทึ่งมากยิ่งขึ้นไปอีก คู่หูนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันคือ ราเยช ราโอ (Rajesh Rao) กับแอนเดรีย สต็อกโค (Andrea Stocco) ทดสอบเบื้องต้นและพบว่าสามารถส่งต่อกระแสความคิดเพื่อบังคับบัญชาสมองของอีกคนหนึ่งผ่านอินเทอร์เน็ตได้
วิธีการคือราโอสวมหมวกที่มีขั้วไฟฟ้าติดอยู่ โดยมีสายต่อไปยังเครื่องอ่านคลื่นสมอง ซึ่งจะอ่านและส่งสัญญาณผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังอีกอุปกรณ์อีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งอยู่ในอีกวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัย
โดยเครื่องหลังนี้ทำหน้ารับสัญญาณในรูป "รหัส" ที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตมา และแปลงสัญญาณส่งต่อไปยังสมองของสต็อกโค ส่วนที่จำเพาะกับการควบคุมการเคลื่อนไหวของมือ
เมื่อเริ่มการทดลอง ราโอจะจ้องจอคอมพิวเตอร์และพยายามเล่นเกมวิดีโอ "ด้วยความคิด" เพียงอย่างเดียว โดยคิดสมมติให้แขนขวาทำท่าราวกับเคลื่อนเคอร์เซอร์ (ตัวชี้บนจอ) ของคอมพิวเตอร์ไปมาแบบเดียวกับที่เราทำตอนเล่นยิงปืนบนจอ
แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวแขนขวาจริงๆ ของราโอแต่อย่างใดทั้งสิ้น มีแต่คลื่นสมองที่เกิดขึ้นเท่านั้นที่ถูกบันทึกและส่งผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังเครื่องรับ ซึ่งจะแปลงสัญญาณกลับเป็นคลื่นสมองและถ่ายทอดเข้าสู่สมองของสต็อกโคโดยตรง
ผลก็คือสต็อกโคที่ไม่เห็นจอคอมพิวเตอร์เลย แต่แขนของเขาสามารถเคลื่อนไปมาตามสัญญาณความคิด และเคาะแป้นยิงเป้าหมายได้ตามที่ราโอมองเห็นและคิดสั่งการมา !!!
สต็อกโคกล่าวถึงความรู้สึกขณะทดลองว่า "เป็นความรู้สึกที่ทั้งตื่นเต้นและพิลึกอยู่สักหน่อย ตอนที่รู้สึกได้ว่าสมองตัวเองแปลสัญญาณที่ได้รับมาจากสมองคนอื่นให้เป็นการกระทำ"
แต่นี่ยังเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว และนักวิจัยเชื่อว่าน่าจะทำให้เกิดการสื่อสารแบบสองทางได้ด้วย
ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ต่างอะไรไปจากการส่ง "โทรจิต" ถึงกัน...แบบที่เล่าขานกันมานานว่ามีผู้ทำได้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขั้นสูงนี่ ไม่ต่างอะไรจากเวทมนตร์จริงๆ ครับ !
บทความนี้รวมอยู่ในหนังสือ "อย่าชวนเธอไปดูหนังรัก", สนพ.มติชน
หน้าปกหนังสือ "อย่าชวนเธอไปดูหนังรัก", สนพ.มติชน, สอบถามรายละเอียดดได้ที่ https://www.facebook.com/matichonbook
สมอง
โทรจิต
งานวิจัย
1 บันทึก
1
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews