VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Rimping Supermarket
•
ติดตาม
8 ก.ค. 2024 เวลา 12:00 • ไลฟ์สไตล์
Rimping Supermarket NimCity Branch
ทำความรู้จัก “𝐅𝐨𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐞𝐝 𝐰𝐢𝐧𝐞" ไวน์เสริมแอลกอฮอล์ที่ทำขึ้นมาเพื่อรักษาไม่ให้ไวน์เน่าเสีย
เรื่องราวเกี่ยวกับไวน์มีความหลากหลายและมีเสน่ห์ เนื่องจากประวัติศาสตร์ของไวน์แต่ละชนิดจะเผยให้เห็นถึงวัฒนธรรม นวัตกรรม และต้นกำเนิด ทั้งนี้ในบรรดาไวน์ที่หลากหลายทั่วโลก “ฟอร์ติไฟด์ไวน์” (𝐅𝐨𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐞𝐝 𝐰𝐢𝐧𝐞) ถือเป็นไวน์อีกหนึ่งชนิดที่ได้รับการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง
.
ฟอร์ติไฟด์เป็นไวน์ที่เสริมด้วยสุรากลั่นในระหว่างกระบวนการผลิตไวน์ เพื่อเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ให้สูงขึ้น โดยทั่วไปมักจะใช้บรั่นดี เมื่อเทียบกับไวน์ชนิดอื่น ๆ แล้วฟอร์ติไฟด์จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 18–22% ขณะที่ไวน์ทั่วไปจะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 10-15%
ทั้งนี้ฟอร์ติไฟด์เป็นไวน์ที่สามารถผลิตได้หลายรูปแบบทั้งแบบไม่หวาน (Dry) และแบบหวาน (Sweet) โดยผู้ผลิตสามารถควบคุมระดับความหวานได้ในกระบวนการเติมแอลกอฮอล์ลงไป เช่น ถ้าเราเติมแอลกอฮอล์ลงไปก่อนที่การหมักจะเสร็จสมบูรณ์ แอลกอฮอล์จะเข้าไปหยุดการทำงานของยีสต์แล้วทำให้ไวน์มีรสชาติหวานขึ้น เนื่องจากยังมีน้ำตาลคงค้างอยู่ แต่ถ้าหากเราเติมแอลกอฮอล์ลงไปหลังการหมักเสร็จสิ้น ยีสต์จะเข้าไปสลายปริมาณน้ำตาลในเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น ทำให้ความหวานหายไปกลายเป็นแอลกอฮอล์ ส่งผลให้ได้ไวน์ที่ Dry ยิ่งขึ้น
.
ต้นกำเนิดของฟอร์ติไฟด์ไวน์ กล่าวกันว่าถูกทำขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ในยุโรป แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าประเทศใดเป็นผู้ริเริ่ม เนื่องจากในช่วงนั้นโรงผลิตไวน์หลายแห่งทั่วยุโรป เช่น โปรตุเกส และสเปน เริ่มเติมแอลกอฮอล์โดยเฉพาะบรั่นดีลงไปในไวน์ เพื่อรักษาไม่ให้ไวน์เน่าเสียระหว่างการขนส่งที่ยาวไกล
.
อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะช่วยรักษาไวน์จากการเน่าเสียเท่านั้น แต่พวกเขายังค้นพบเอกลักษณ์ของการเติมแอลกอฮอล์ลงไปในไวน์ด้วย เพราะไวน์มีรสชาติที่หวานเข้มข้นและซับซ้อน อีกทั้งยังมีปริมาณแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น เหมาะสำหรับจิบช้า ๆ และดื่มด่ำไปกับรสชาติ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฟอร์ติไฟด์ไวน์ได้รับความนิยมในฐานะไวน์อีกหนึ่งชนิด
.
เมื่อเวลาผ่านไปฟอร์ติไฟด์ไวน์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเริ่มพัฒนาให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองจนส่งผลให้เกิดฟอร์ติไฟด์ไวน์หลากหลายชนิด
ศตวรรษที่ 16 มีฟอร์ติไฟด์ไวน์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายนั่นก็คือ เชอร์รี่ (Sherry) ที่ผลิตในภูมิภาคอันดาลูเซีย ทางตอนใต้ของประเทศสเปน ส่วนใหญ่ผลิตจากองุ่น Palomino, Muscat และ Pedro Ximénez แล้วเติมบรั่นดีลงไป ซึ่งการผลิตไวน์เชอร์รี่มีความพิเศษตรงที่ผู้ผลิตจะผสมไวน์เชอร์รี่เข้ากับไวน์ที่บ่มมานานกว่า โดยเรียกวิธีการนี้ว่าโซเลรา
ทั้งนี้โดยทั่วไปไวน์เชอร์รี่จะมีแอลกอฮอล์ประมาณ 15-18% และมีหลากหลายสไตล์ให้เลือกตั้งแต่แบบไม่หวานไปจนถึงหวานฉ่ำ เช่น Fino และ Oloroso สำหรับผู้ที่มองหาไวน์ที่มีรสชาติหวานเป็นพิเศษเชอร์รี่ Pedro Ximénez ถือเป็นไวน์ที่ผู้คนชื่นชอบเป็นอันดับต้น ๆ ไวน์เชอร์รี่จะนิยมดื่มคู่กับทาปาส เค้กคริสต์มาส และขนมหวานอื่น ๆ
.
ศตวรรษที่ 17 ได้เกิดฟอร์ติไฟด์ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือพอร์ตไวน์ (𝐏𝐨𝐫𝐭 𝐰𝐢𝐧𝐞) มีต้นกำเนิดใน หุบเขา Douro ของประเทศโปรตุเกส โดยพอร์ตไวน์มีชื่อเสียงในด้านรสชาติที่เข้มข้น หวาน และซับซ้อน มีให้เลือกหลายสไตล์ เช่น Ruby Port, Tawny Port, White Port และ Vintage Port โดยวินเทจพอร์ตจะเป็นหนึ่งในไวน์ที่มีอายุยาวนานที่สุด นิยมดื่มหลังจากบรรจุขวดผ่านไปแล้ว 10 ปี หรือสามารถบ่มต่อได้อีกถึง 50 ปี
1
ซึ่งพอร์ตไวน์เหล่านี้เข้ากันได้ดีกับชีสหรือของหวาน เช่น เค้กอัลมอนด์ เค้กส้ม หรือครีมบรูเล่ ส่วนวินเทจพอร์ตจะเข้ากันได้ดีกับ Stilton blue cheese และดาร์กช็อกโกแลต ถือเป็นหนึ่งในการจับคู่ที่เพอร์เฟ็กที่สุด
.
ศตวรรษที่ 18 โปรตุเกสได้สร้างฟอร์ติไฟด์ไวน์ที่มีชื่อเสียงขึ้นมาอีกหนึ่งชนิดคือ มาเดรา (Madeira) ผลิตในหมู่เกาะมาเดราประเทศโปรตุเกส สามารถผลิตได้หลากหลายสไตล์ตั้งแต่แบบ Dry ที่เสิร์ฟเรียกน้ำย่อย ไปจนถึงไวน์หวาน (Sweet) ที่เสิร์ฟพร้อมของหวานที่ทำจากครีมหรือช็อคโกแลต นอกจากนี้ไวน์มาเดรายังได้รับการเฉลิมฉลองในสหรัฐอเมริกา โดยมี โธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 3 เป็นแฟนตัวยง เนื่องจากมาเดราเป็นหนึ่งในสินค้านำเข้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอาณานิคมอเมริกา
.
5
ศตวรรษที่ 19 ฟอร์ติไฟด์ไวน์ก็มีรูปแบบเพิ่มมากขึ้น เช่น เวอร์มุต (Vermouth) ที่ผลิตในอิตาลีมักเรียกอีกอย่างว่า 𝐀𝐫𝐨𝐦𝐚𝐭𝐢𝐳𝐞𝐝 𝐖𝐢𝐧𝐞 เนื่องจากมีการเพิ่มกลิ่นรสหลายชนิดเพื่อเปลี่ยนรสชาติ เช่น ผลไม้ ดอกไม้ เครื่องเทศ และสมุนไพรที่มีทั้งโป๊ยกั้ก คาโมมายล์ ขิง ควินิน หญ้าฝรั่น และอื่น ๆ อีกมากมาย เวอร์มุตที่ผลิตจากไวน์แดงจะเรียกว่า Sweet Vermouth ส่วนเวอร์มุตที่ผลิตจากไวน์ขาวจะเรียกว่า Dry Vermouth เป็นไวน์ที่เหมาะสำหรับดื่มเรียกน้ำย่อย
.
นอกจากนี้ในศตวรรษที่ 19 ยังมีฟอร์ติไฟด์ไวน์มาซาลา (Marsala) จากซิซิลีที่ได้รับความนิยม ซึ่งผลิตครั้งแรกโดยพ่อค้าชาวอังกฤษ John Woodhouse เพื่อทดแทน Sherry และ 𝐏𝐨𝐫𝐭 𝐰𝐢𝐧𝐞 ที่มีราคาแพง ทั้งนี้ไวน์มาซาลามีความหวานอยู่ 3 ระดับได้แก่แบบ Dry (Secco), หวาน (Semi Secco) และหวานมาก (Dolce) โดยชนิดที่ดีที่สุดผลิตโดยกระบวนการที่คล้ายคลึงกับเทคนิคโซเลราที่ใช้กับไวน์เชอร์รี่
นอกจากนี้ไวน์มาซาลายังมีด้วยกันถึง 3 สี ได้แก่ สีทอง (Oro) อำพัน (Ambra) และทับทิม (Rubino) ซึ่งสีทับทิมเป็นสีที่หายากมาก โดยทั่วไปแล้วจะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ระหว่าง 15-20% นิยมดื่มคู่กับอาหารทะเล แต่มาซาลาที่หวานที่สุดเข้ากันได้ดีกับชีสและของหวาน
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้ผลิตไวน์ยังคงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในหมวดฟอร์ติไฟด์ไวน์ ซึ่งมีรูปแบบและรสชาติใหม่ ๆ เพื่อรองรับรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งปัจจุบันฟอร์ติไฟด์ไวน์ยังคงดึงดูดจินตนาการและต่อมรับรสของผู้ที่ชื่นชอบไวน์ทั่วโลก
ประวัติศาสตร์
ความรู้รอบตัว
เรื่องเล่า
8 บันทึก
11
6
8
11
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews