VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เหตุอย่างไร ผลอย่างนั้น
•
ติดตาม
1 มิ.ย. 2024 เวลา 05:16 • นิยาย เรื่องสั้น
ประเทศไทย
'ขยะทองคำ' ชาติกำเนิดเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โชคชะตามิอาจกำหนด มีเพียงชีวิตที่เลือกใช้เองได้
... กาลครั้งหนึ่ง ไม่นานนักกลางดึกคืนหนึ่ง ณ กองขยะเเห่งหนึ่ง
(ลูก)พี่ใหญ่ : พ่อบุญธรรมทำไมเเถวนี้ถึงมีเสียงเด็กร้องได้ รู้สึกเสียงจะมาจากกองขยะนู่นเเน่ะ
พ่อบุญธรรม : ก็คงมีคนใครเอาเด็กมาทิ้ง เพราะเลี้ยงไม่ไหวนั่นเเหละ อย่าไปสนใจเลย
(ลูก)พี่ใหญ่ : เเต่ถ้าเราปล่อยไว้เช่นนี้ เด็กคนนี้จะไม่ตายหรอกหรือ
พ่อบุญธรรม : จะสนทำไม เรื่องของคนอื่น ลำพังตัวเราเอง ก็จะเอาตัวไม่รอดอยู่เเล้ว
(ลูก)พี่ใหญ่ : ทำไม ท่านไม่เก็บไปเลี้ยง เหมือนกับที่ท่านเก็บข้ามาเลี้ยงล่ะครับ ท่านจะได้มีคนคอยช่วยงานท่านเพิ่มขึ้นอย่างไรล่ะ
พ่อบุญธรรม :โอ๊ย! จะเอามาเลี้ยงทำไมให้เปลืองข้าว ต่อให้ทำงานได้ก็ไม่รู้จะคุ้มหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ยิ่งข้าวยากหมากเเพงอยู่ด้วย
(ลูก)พี่ใหญ่ : อย่างนั้นข้าจะกินข้าวน้อยลงหน่อยก็ได้ ท่านเก็บเด็กคนนี้ไปเลี้ยงด้วยเถอะนะครับ ข้าจะช่วยท่านเลี้ยง ช่วยด้วยอีกเเรงเอง
พ่อบุญธรรม : เออๆ ก็ได้ เจ้ารับปากเเล้วนะ หากทำไม่ได้อย่างที่พูดล่ะก็ ข้าจะนำกลับมาทิ้งไว้เหมือนเดิม เข้าใจไหม
(ลูก)พี่ใหญ่ : เข้าใจครับ
พ่อบุญธรรมที่เก็บทารกมาเลี้ยงนั้น ทำอาชีพเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย ฉกชิง วิ่งราว เเละล้วงกระเป๋า เค้าจึงสอนให้เด็กทั้งสองเป็นลูกมือ คอยเป็นนกต่อบ้าง ดูต้นทางบ้าง สารพัดลูกไม้ ตามวิถีทางของมิจฉาชีพ เด็กทั้งสองจึงเติบโตมา ในสิ่งเเวดล้อมที่คนทั่วไป เรียกว่า ขยะสังคม
(ลูก)น้องเล็ก : พ่อบุญธรรม วันนี้ข้ากับพี่ใหญ่ ไปวิ่งราวกระเป๋า ได้เงินมาเยอะเลยครับ
พ่อบุญธรรม : ดีมากพวกเจ้าจำไว้ เราเป็นพวกที่ไม่มีใครต้องการ ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเห็นใจใคร คนที่เป็นเหยื่อของเรา คือพวกที่โง่ ไม่ทันคนเอง เข้าใจไหม
(ลูก)น้องเล็ก : เข้าใจครับ
เมื่อพ่อบุญธรรมของพวกเค้า ตายจากไป ทั้งสองก็ได้ดำเนินชีวิตในเเนวทางมิจฉาชีพนั้นต่อ หลายต่อหลายครั้งที่ถูกจับได้จนต้องติดคุกติดตาราง เเต่พอพ้นโทษก็กลับมาทำผิดเหมือนเดิมอีก ใช้ชีวิตเข้าออกคุกวนเวียนอยู่อย่างนี้ โดยไม่ได้รู้สึกรู้สา เพราะนี่คือวิถีทางที่พวกเขาทำมาตลอดอย่างชาชิน จนไม่ได้สำนึกว่า เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด ไปเสียเเล้ว
น้องเล็ก : วันนี้ข้าโชคไม่ดี โดนจับได้อีกเเล้ว เดี๋ยวพ้นโทษ ค่อยเจอกันอีกนะพี่ใหญ่
พี่ใหญ่ : เออ ถือซะว่า ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ไปกินข้าวฟรี ฮ่าๆๆๆ
ผู้พิพากษา : ล้วงกระเป๋าอีกเเล้วหรือ จำคุก 6 เดือน ปิดศาล!!
ทหารผู้คุม : 6 เดือนผ่านไป เอาล่ะ เจ้าพ้นโทษเเล้ว ออกไปอย่าทำผิดซ้ำอีกล่ะ ครั้งต่อไป ถ้าข้าจับเจ้าได้อีกล่ะก็ ข้าว่า ข้าจะตัดมือเจ้าเสียก่อน ถึงจะเอาเข้าคุก
น้องเล็ก : โอ๊ย ชอบขู่ เสียจริง ถ้าท่านทำอย่างนั้น ท่านก็จะมีความผิดด้วย คิดว่าข้าไม่รู้กฎหมาย หรืออย่างไร
ทหารผู้คุม : พวกขยะสังคม อย่างไรก็เป็นขยะอยู่วันยังค่ำ
เมื่อชายหนุ่มออกจากคุก เขาก็ได้เดินไปที่นั่งพักริมทาง เพื่อรอให้พี่ใหญ่ของเขามารับตามที่ได้นัดเเนะกันไว้ ซึ่งที่นั่นก็ได้มีนักพรตผู้หนึ่ง นั่งอยู่ก่อนเเล้ว เพื่อรอขึ้นรถม้า นักพรตผู้นั้นคือ เฉินกุ้ยเซียน นั่นเอง
เมื่อชายหนุ่มเห็นเฉินกุ้ยเซียน ก็ได้เอ่ยถามว่า
น้องเล็ก : ท่านนักพรต ท่านนั่งอยู่ที่นี่ ท่านเห็นพี่ใหญ่ของข้า ที่เป็นชายท่าทางกำยำ ล่ำสัน มารอข้าบ้างหรือไม่
เฉินกุ้ยเซียน : อือ ตั้งเเต่ข้ามาที่นี่ ก็ยังไม่เห็นผู้ใดเลย
น้องเล็ก : ฮื้อ ถ้าอย่างนั้น เเสดงว่าคราวนี้ ข้าได้ปล่อยตัวเร็วกว่าทุกครั้งสินะ
เฉินกุ้ยเซียน : เจ้าพูดเช่นนี้ เเสดงว่า เข้าออกคุกอยู่บ่อยๆ อย่างนั้นรึ
น้องเล็ก : ถูกต้องเเล้ว คุกคือบ้านหลังที่สองของข้า ฮ่า ๆๆๆ
เฉินกุ้ยเซียน : คุกเป็นสถานที่จองจำ ให้คนได้สำนึกผิด เหตุใดเจ้าจึงได้ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาเช่นนั้นล่ะ
น้องเล็ก : สำนึกไปจะได้ประโยชน์อะไร คนอย่างพวกข้า มีเเต่คนเรียก ขยะสังคม ขยะก็คือขยะ จะให้กลับไปเป็นสิ่งที่มีค่าไปได้อย่างไร
ขณะนั้นก็ได้มีรถม้าผ่านมาพอดี เฉินกุ้ยเซียนจึงได้เดินไปขึ้นรถ ก่อนที่รถม้าจะออกไป เฉินกุ้ยเซียนก็ได้เอ่ยทิ้งท้ายขึ้นมาว่า
เฉินกุ้ยเซียน : เจ้าเข้าใจผิดเเล้ว หากขยะเป็นสิ่งไร้ค่า นกกาหมาเเมวก็คงไม่ชอบไปคุ้ยเขี่ยหรอก ขยะไม่ใช่สิ่งไร้ค่า มีเเต่คนที่ไม่ยอมมองเห็นคุณค่าของมันเอง
เมื่อเฉินกุ้ยเซียนจากไปเเล้ว พี่ใหญ่ของชายหนุ่มก็กลับมารับพอดี
พี่ใหญ่ : อ้าว คราวนี้ได้ปล่อยตัวเร็วหรือ
น้องเล็ก : ใช่ครับ พี่ใหญ่
พี่ใหญ่ : เจ้าถูกปล่อยตัวก็ดีเเล้ว พอดีข้ามีงานใหม่ให้ช่วย งานสบายกว่าเดิมเยอะ
น้องเล็ก : งานอะไรหรือพี่ใหญ่
พี่ใหญ่ : รับจ้างทวงหนี้น่ะสิ เจ้าพร้อมทำงานเลยไหมล่ะ
น้องเล็ก : พร้อมสิ ข้าพักในคุกมาเยอะเเล้ว
เเละเเล้วพวกเขาก็ได้เริ่มงานทวงหนี้ที่ว่าไว้ทันที
พี่ใหญ่ : ว่าไงเถ้าเเก่ หนี้ที่ค้างไว้ ถึงกำหนดจ่ายเเล้วนะ
เถ้าเเก่ : วันนี้ข้ายังไม่มีเลย ขอผัดผ่อนเป็นงวดหน้าเถิด
พี่ใหญ่ : ไม่ได้ ไม่ได้ ถ้าไม่มีจ่าย ต้องพังร้าน นี่คือกฎ น้องเล็กจัดการ
เถ้าเเก่ : เดี๋ยวๆๆ ข้ามีเงินเเล้ว อย่าพังร้านข้าเลย
พี่ใหญ่ : เออ รู้จักให้ง่ายๆ ตั้งเเต่เเรกก็หมดเรื่อง ไป! เราไปร้านอื่นต่อ
เเละเเล้วทั้งสองก็ได้เดินต่อไป ในร้านน้ำเต้าหู้ ของหญิงสาวคนหนึ่ง เพื่อไปทวงเงินเช่นเดิม ว่าอย่างไรน้องสาว หนี้ที่ค้างไว้ เตรียมเงินไว้จ่ายเเล้วหรือยัง
หญิงสาว : ข้าเพิ่งเปิดร้านใหม่ คนยังไม่ค่อยรู้จัก ยังขายของไม่ดีเลย ขอผัดผ่อนไปอีกสักหน่อยได้หรือไม่
พี่ใหญ่ : อีกเเล้ว ถ้าไม่มีจ่าย ก็ต้องพังร้าน ตามกฎ
หญิงสาว : โปรดเห็นใจข้าด้วยเถิด ข้าไม่มีเงินเลยจริงๆ
พี่ใหญ่ : พวกติดหนี้เป็นอย่างนี้ทุกคน ชอบปั้นเรื่อง ขอความเห็นใจ น้องเล็กจัดการ
หญิงสาว : ได้โปรดเถิด พวกท่าน
น้องเล็ก : เดี๋ยวก่อนที่จะพัง ข้าขอกินสักถ้วยก่อน เสียดายของ กินเสร็จเเล้ว พังได้!
พี่ใหญ่ : เอาล่ะ ข้าให้เวลาเจ้าอีก 3 วัน เตรียมเงินไว้ให้พร้อม มิเช่นนั้น จะเจอหนักกว่านี้
เเล้วพวกเขา ก็เดินจากไปอย่างไม่สนใจ ไยดี หลังจากเสร็จงาน พวกเขาก็พากันไปดื่มกินกัน อย่างสำราญใจ
พี่ใหญ่ : กินให้เต็มอิ่มเลยนะน้องรัก ถือว่าวันนี้ฉลองออกจากคุก ฮ่าๆๆๆ
หลังจากกินเสร็จเเล้ว
พี่ใหญ่ : วันนี้มีงานเเข่งชกมวยในเมือง ไปดูกันไหมล่ะ
น้องเล็ก : ไม่ล่ะ พี่ใหญ่ วันนี้ข้าเพลีย เพิ่งออกจากคุกมา ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ข้าขอกลับบ้านไปนอนก่อนก็เเล้วกัน
พี่ใหญ่ : ตามใจ
ชายหนุ่มจึงเดินทางกลับบ้าน เเต่ในระหว่างทางเขาก็ได้เดินทางผ่านตลาด เห็นหญิงสาวคนเมื่อเช้า ยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม เธอพยายามที่จะซ่อมเเซมโต๊ะที่เขาได้ทำพังไปเมื่อเช้า อย่างทุลักทุเล ชายหนุ่มนั้น เเม้เขาจะเคยสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนมามากมาย เเต่ก็ไม่เคยได้เห็นเลยว่า ผลจากการกระทำของเขานั้น ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ร้อนมากเพียงใด เขาจึงได้เดินเข้าไปถาม ด้วยความเเปลกใจว่า
น้องเล็ก : เเม่นาง จะมืดค่ำอยู่เเล้ว ทำไมเจ้า ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง เสียล่ะ ของเสียก็เสียไปสิ
หญิงสาว : พรุ่งนี้ข้าต้องเปิดร้านขายของให้ได้ มิเช่นนั้น ข้าคงไม่มีเงินไปใช้หนี้ อย่างเเน่นอน
น้องเล็ก : อ้าว รู้ว่าไม่มีปัญญาจ่ายเเล้วไปกู้เงินเขามาทำไมล่ะ
หญิงสาว : ข้าจำเป็นต้องกู้มาเพื่อเปิดร้านเเห่งนี้ นี่ล่ะ คิดว่า ขายของได้ก็จะมีเงินจ่ายคืน เเต่ก็กลับขายไม่ดีอย่างที่เหมือนตั้งใจไว้ เลยต้องเป็นเช่นนี้
น้องเล็ก : เฮ้อ นี่เเหละที่เขาเรียกว่า คิดอะไรไม่รอบคอบ เอาล่ะๆส่งฆ้อนมา ข้าจะช่วยซ่อมโต๊ะให้เอง มือไม้อ่อน อย่างเจ้า ทำถึงเช้าก็คงไม่เสร็จหรอก
ชายหนุ่มจึงอาสาซ่อมโต๊ะที่เขาทำพัง ให้เเก่หญิงสาว
น้องเล็ก : เอาล่ะ เสร็จเเล้ว อีก 3 วัน อย่าให้ข้าต้องกลับมาพังมันอีกนะ ว่าเเต่คิดลู่ทางหาเงินได้หรือยังล่ะ
หญิงสาว : ข้ายังคิดหาหนทางอื่นไม่ออกเลย เหตุใดจึงไม่ค่อยมีคนซื้อก็ไม่รู้
น้องเล็ก : อืม น้ำเต้าหู้ของเจ้า ข้าได้ลองกินดูเมื่อเช้า ก็อร่อยดีนี่นา เเสดงว่ามีบางอย่างที่คนต้องการ เเต่เจ้ากลับไม่มีเป็นเเน่ อย่างไรก็คิดออกให้ทันเวลาล่ะ ถ้าอีก 3 วัน เจ้าไม่มีเงินจ่าย ข้าคงต้องพังร้านเจ้าอีกตามกฎ
ว่าเเล้วชายหนุ่ม ก็ได้เดินจากไป เเต่ก่อนที่ชายหนุ่ม จะได้เดินออกไปนั้น หญิงสาวก็ได้เอ่ยตามหลังมาว่า
หญิงสาว : ขอบคุณท่านมาก ที่ได้มีน้ำใจช่วยเหลือข้า ข้านึกว่า คนที่ทำอาชีพอย่างท่าน จะเป็นคนไร้น้ำใจเสียอีก ข้าจะพยายามหาเงินมาใช้หนี้ให้พวกท่านให้ได้นะ
ชายหนุ่มเดินไป ก็พลางคิด อยู่ในใจตลอดทางว่า นี่ข้าเป็นคนมีน้ำใจอย่างนั้นหรือ ตั้งเเต่เกิดมาเพิ่งมีคนพูดกับข้าเช่นนี้เป็นครั้งเเรก
ชายหนุ่มได้เดินต่อไป เเต่ระหว่างทางนั้นก็ได้บังเอิญพบกับนักพรตคนเดิม นั่งอยู่บนรถม้า เพื่อรอให้รถม้าออกพอดี ด้วยความสงสัยในการสนทนาเมื่อเช้า เขาจึงได้เดินเข้าไปหานักพรตผู้นั้น เเล้วเอ่ยถามว่า
น้องเล็ก : ท่านนักพรตเมื่อเช้าที่ท่านบอกว่า ขยะก็สามารถมีคุณค่าได้ เเสดงว่า ขยะสังคมอย่างข้าก็ยังมีโอกาสมีคุณค่าได้ เหมือนเช่นคนอื่นอย่างนั้นหรือ
เฉินกุ้ยเซียน : ถูกต้องเเล้ว
น้องเล็ก : ไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้นเลย วันนี้มีผู้หญิงคนหนึ่ง นางทำน้ำเต้าหู้ได้อร่อย เเต่กลับไม่มีคนซื้อ เเม้ว่าข้าอยากจะช่วยเหลือนาง เเต่ข้าก็กลับทำไม่ได้เพราะข้ามันเป็นเพียงเเค่ขยะสังคม คงทำอะไรไม่ได้ คงทำได้เพียงเเค่มองดูเฉยๆ เท่านั้น
ขณะนั้นที่รถม้า เฉินกุ้ยเซียน นั่งอยู่ได้ออกตัวพอดี เฉินกุ้ยเซียนได้เอ่ยทิ้งท้ายด้วยประโยคปริศนาเช่นเดิมว่า
เฉินกุ้ยเซียน : ขยะไม่ใช่สิ่งไร้ค่า มีเเต่คนที่ไม่ยอมเห็นคุณค่าของมันเอง
ชายหนุ่มได้ฟัง สิ่งที่เฉินกุ้ยเซียนกล่าว ก็ยิ่งสงสัยขึ้นไปอีก เขาจึงคิดขึ้นในใจว่า นักพรตนั่นพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เอ๊ะ! หรือว่านักพรตนั่นกำลังบอกใบ้อะไรบางอย่าง หรือว่ากองขยะจะมีสิ่งมีค่าซ่อนอยู่
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มจึงรีบเดินทางไปที่กองขยะที่ท้ายตลาดทันที เมื่อไปถึงเขาก็ได้คุ้ยเขี่ยกองขยะออกมาดู เพื่อหาว่ามีของมีค่าอะไรซ่อนอยู่ดังที่นักพรตได้บอกไว้หรือไม่ เเต่ก็ไม่พบสิ่งมีค่าใดๆเลย
น้องเล็ก : ไหนล่ะสิ่งมีค่า สงสัยจะโดนนักพรตนั่นหลอกให้เหนื่อยเปล่าเสียเเล้ว
เเต่ทันใดนั้น เขาก็ได้สังเกตเห็นว่า ในกองขยะนั้นได้มีขวดเเละไห อยู่มากมาย
น้องเล็ก : เอ๊ะ ทำไมเดี๋ยวนี้ขยะจึงมีพวกขวด ไห อยู่เยอะเเยะนะ เเต่ก่อนไม่ค่อยเห็นมีนี่นา อ๋อ ข้านึกออกเเล้ว เดี๋ยวนี้คนนิยมซื้อของกลับไปกินบ้านหรือกลับไปกินที่อื่นนั่นเอง ร้านของเเม่นางนั่น มีเเต่ให้นั่งกินที่ร้าน จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนซื้อได้เพียงพอนั่นเอง พรุ่งนี้ข้าต้องรีบไปบอกนางเสียเเล้ว
รุ่งเช้า ชายหนุ่มก็ได้เดินกลับไปหาหญิงสาวที่ร้านขายน้ำเต้าหู้อีกครั้ง
ชายหนุ่ม ได้ตัดเอากระบอกไม้ไผ่ติดตัวไปด้วย เพื่อให้หญิงสาวเอาไปใส่น้ำเต้าหู้ขาย
น้องเล็ก : เเม่นางข้าคิดออกเเล้วล่ะว่า เจ้าต้องเพิ่มช่องทางการขาย เเบบให้ลูกค้าซื้อกลับไปกินที่บ้านได้ด้วย
เเล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ
ลูกค้า : เดี๋ยวนี้ห่อกลับบ้านได้ด้วยหรือ ดีเลย ข้ากำลังรีบอยู่พอดี งั้นเอาให้ข้ากระบอกหนึ่งก็เเล้วกัน
วันนั้นลูกค้าต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดี เเม้จะไม่มากมายนัก เเต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิม เเละเมื่อกำหนดจ่ายหนี้มาถึง
พี่ใหญ่ : ว่าอย่างไรน้องสาว วันนี้มีเงินจ่ายหนี้หรือยัง คงไม่ต้องให้พังร้านอีกนะ
หญิงสาว : ข้าเตรียมเงินไว้ให้เเล้ว เเต่วันนี้ข้าขอเเค่จ่ายขัดดอกเบี้ยไปก่อนได้หรือไม่
พี่ใหญ่ : อือ ก็ยังดี อย่างนั้นเดือนหน้า ข้าจะมาเก็บใหม่ อย่าลืมเตรียมเงินไว้ล่ะ เอาล่ะ ! พวกเรากลับ
เเล้วชายทั้งสองก็เดินจากไป
วันต่อมา ชายหนุ่มก็ได้เเวะมาดูหญิงสาวขายน้ำเต้าหู้อีกเช่นเคย
น้องเล็ก : น้ำเต้าหู้ของเจ้า ก็ขายดีอยู่หรอก เเต่ขายได้เท่านี้คงพอทำได้เเค่จ่ายดอกเบี้ยเท่านั้น ข้าว่าเจ้าน่าจะหาอย่างอื่นมาขายเพิ่มอีกดีกว่านะ จะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากน้ำเต้าหู้เเล้ว เจ้ายังทำอย่างอื่นเป็นอีกหรือไม่
หญิงสาว : จริงๆข้าก็ทำปาท่องโก๋เป็นอยู่นะ เเต่ข้าคนเดียวให้ทำทั้งน้ำเต้าหู้เเละปาท่องโก๋คงทำไม่ไหว ข้าจึงตัดสินใจเเค่ขายน้ำเต้าหู้เพียงอย่างเดียว
น้องเล็ก : เอาอย่างนี้ไหมล่ะ เจ้าสอนให้ข้าทำสิ ข้าจะช่วยเจ้าทำขายไปก่อน เดี๋ยวถ้าขายดีเเล้วเจ้าค่อยไปจ้างคนอื่นมาทำเเทนข้าก็เเล้วกัน
หญิงสาว : อย่างนั้นก็ขอบคุณท่านมาก
เมื่อคิดได้ดังนั้น พวกเขาก็ได้ดำเนินการ ตามที่คิดไว้ทันที หญิงสาวทำน้ำเต้าหู้ ส่วนชายหนุ่มก็ช่วยทำปาท่องโก๋ ให้หญิงสาวขายเเล้วพวกเขาก็ไม่ลืมที่จะพับถุงกระดาษมาใส่ปาท่องโก๋ ให้ลูกค้าซื้อกลับไปด้วย ซึ่งลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี เเต่อย่างไรก็ตาม ยอดขายก็ยังไม่มากพออยู่ดี
น้องเล็ก : นี่ก็ขายมาหลายวันเเล้ว ขายก็ขายได้อยู่หรอก เเต่ยอดขายเท่านี้ คงไม่พอใช้หนี้ได้อย่างเเน่นอน
หญิงสาว : เราเพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ คนยังไม่รู้จัก ข้าว่าขายได้เท่านี้ ก็ดีมากเเล้ว
น้องเล็ก : มันก็จริง ทำอย่างไรคนจึงจะสนใจสินค้าของเราได้โดยเร็วนะ
เฮ้อ ! ข้าว่าข้าลองไปหานักพรตคนเดิมดีกว่า บางทีท่านอาจจะมีคำชี้เเนะอีกก็ได้
เมื่อคิดได้ เย็นวันนั้น ชายหนุ่มจึงไปดักรอนักพรตที่พักริมทางในเวลาเดิม เเล้วก็ได้พบกับนักพรตอย่างที่ตั้งใจไว้ ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปถามว่า
น้องเล็ก : ท่านนักพรตสิ่งที่ท่านชี้เเนะข้าในวันนั้น ช่างล้ำลึกยิ่งนัก ท่านพอจะให้คำชี้เเนะข้าน้อยอีกอย่างได้หรือไม่
เฉินกุ้ยเซียน : มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ อันใดอย่างนั้นหรือ
เเละเเล้วชายหนุ่มก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ เฉินกุ้ยเซียน ฟัง...
น้องเล็ก : ข้าน้อยก็อุตส่าห์ทำถุงกระดาษให้ลูกค้าห่อกลับไปบ้านได้ เเต่ก็ขายได้ไม่มากอย่างที่คิดเลย พอจะมีหนทางให้คนสนใจสินค้าของข้าน้อยโดยเร็วได้หรือไม่
เฉินกุ้ยเซียน : ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไร ก็จงเอาถุงกระดาษเหล่านั้นไปทิ้งถังขยะ
เเล้วรถม้าที่เฉินกุ้ยเซียน นั่งอยู่ ก็เคลื่อนตัวออกไปพอดี ทิ้งให้ชายหนุ่มฉงนงงงวยเป็นอย่างมาก
น้องเล็ก : นักพรตเเนะนำอะไรเเปลกๆอีกเเล้ว ครั้งที่เเล้วคงเเค่บังเอิญเเค่นั้นเเหละมั้ง เเต่เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเเล้ว จะลองเชื่อๆดูอีกหนก็เเล้วกัน
เเละเเล้วชายหนุ่มก็นำถุงกระดาษที่พับไว้จำนวนหนึ่ง ไปทิ้งที่ถังขยะดังที่เฉินกุ้ยเซียนได้ชี้เเนะ อย่างกังขา
น้องเล็ก : เอาเเต่ถุงที่พับเสีย ที่พับไม่ได้รูปก็เเล้วกัน เผื่อไม่ได้เรื่องจะได้ไม่เสียของ
เเละเเล้ว..เช้าวันต่อมา ชายหนุ่มก็มาช่วยหญิงสาวขายปาท่องโก๋อีกเช่นเคย
น้องเล็ก : ดูเเล้วก็ไม่มีวี่เเววอะไรจะขายดีขึ้นเลย ข้านึกเเล้วเชียวว่าต้องโดนหลอก
เเต่เเล้วปรากฎว่า ...
"นั่นไงร้านปาท่องโก๋ที่พวกเราตามหา"
วันนี้มีคนมาซื้อมากเป็นพิเศษด้วยความเเปลกใจ
ชายหนุ่มจึงได้ถามลูกค้าคนหนึ่งว่า..
น้องเล็ก : พี่ชายเหตุใดวันนี้พวกท่านถึงได้อยากกินปาท่องโก๋ที่ร้านนี้ขึ้นมาได้ล่ะ
ลูกค้า 1 : ก็เมื่อวานตอนเย็น ขณะที่พวกข้ากำลังเอาขยะไปทิ้งน่ะสิ ก็เหลือบไปเห็นถุงขยะร้านนี้อยู่เต็มถังขยะเลย นี่ถุงกระดาษอะไรเนี่ย เยอะเเยะมีอยู่เต็มถังขยะเลย
ลูกค้า 2 : อ๋อ นี่มันถุงกระดาษของร้านปาท่องโก๋ของร้านท้ายตลาดน่ะสิ รู้สึกเพิ่งจะทำขายนะ
ลูกค้า 1 : ข้าก็ยังไม่เคยได้ลองชิมเลย หืม ถุงกระดาษเต็มถังขยะขนาดนี้ ท่าทางจะขายดีนะ พรุ่งนี้เราลองไปชิมกันดีไหม
ลูกค้า 2 : อือ ดีๆ ข้าก็อยากลองชิมดูเหมือนกัน ...เรื่องของเรื่องก็เป็นเเบบนี้เเหละ เเล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆด้วย
เมื่อลูกค้าได้ลองชิม ปาท่องโก๋ของพวกเขาเเล้วก็ติดใจ เเละเเวะเวียนมาอุดหนุนอยู่ไม่ขาด ... เเละเเล้วก็ถึงกำหนดที่จะต้องจ่ายหนี้อีกครั้ง
พี่ใหญ่ : เอาล่ะ วันนี้ว่าไง ..วันนี้มีเงินมาจ่ายหนี้หรือยัง
หญิงสาว : ข้าเตรียมไว้เเล้ว ทั้งหมดเลย ทั้งต้นทั้งดอก
พี่ใหญ่ : โอ้โห จ่ายหมดเลยหรือ ทั้งต้นทั้งดอกเลยหรือ หาเงินเก่งจังเลยน้องสาว น้องเล็กเจ้ากลับไปเอาสัญญามาสิ
น้องเล็ก : ข้าเตรียมมาเรียบร้อยเเล้วครับพี่ใหญ่
พี่ใหญ่ : เอ้า ทำไมรู้งานจัง
เเละเเล้ววันต่อมา ชายหนุ่มก็กลับมาหาหญิงสาวอีกครั้ง
น้องเล็ก : เอาล่ะ เมื่อเจ้าใช้หนี้จนหมดเเล้ว ต่อไปข้าคงเลิกช่วยเจ้าเเล้วล่ะนะ
หญิงสาว : ทำไม ท่านไม่ทำต่อไปเลยล่ะ ข้ายกกิจการให้ขายปาท่องโก๋ ให้กับท่านเลยก็ได้นะ ข้าขายเเต่น้ำเต้าหู้ก็พอเเล้ว
น้องเล็ก : ไม่ล่ะ คนอย่างข้าจะไม่เหมาะที่จะทำงานเเบบนี้หรอก เพราะคนอย่างข้า มันเป็นขยะสังคม ขยะจะกลายเป็นของดีไปไม่ได้หรอก
หญิงสาว : เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น ที่ข้าผ่านพ้นวิกฤตมาได้ เพราะได้ท่านคอยช่วยเหลือทั้งสิ้น หากท่านจะเป็นคนดีก็ย่อมทำได้อย่างเเน่นอน
น้องเล็ก : ที่ผ่านมามันก็เเค่ความบังเอิญเท่านั้นเอง บังเอิญว่าข้าเเค่เห็นว่า ในถังขยะมีเเต่เศษขวดเศษไห จึงรู้ว่าคนเดี๋ยวนี้ชอบซื้อของกลับไปกินบ้าง เเละบังเอิญคนเห็นถุงพับที่ข้าไปทิ้งขยะจึงเกิดความสนใจ อยากลองมากินที่ร้านนะ ก็เเค่นั้นเอง ......
พี่ใหญ่ : เเต่นั่นก็เเสดงให้เห็นเเล้วว่า เเม้เเต่ขยะก็สามารถกลับมามีประโยชน์ได้ มิใช่หรือ
...ดุจดั่งสายลมเเห่งปัญญาได้พัดผ่านเข้ามา...
น้องเล็ก : พี่ใหญ่นี่ท่านรู้เรื่องเเล้วอย่างนั้นหรือ
พี่ใหญ่ : น้องเล็ก ข้าว่าหากเจ้ามีลู่ทางชีวิตที่ดีกว่า ที่พวกเราทำอยู่นี่ ก็ไปทำเถิด เพราะงานที่พวกเราทำอยู่นี่มีเเต่คนเกียจชัง หาความเจริญไม่ได้ ไม่รู้ว่าวันไหนจะโดนจับอีก หากมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าก็ควรไปซะ
น้องเล็ก : เเล้วท่านล่ะ ท่านจะทำอย่างไรต่อไป
พี่ใหญ่ : ข้าก็อยากถอนตัวออกจากวงการนี้อยู่เหมือนกัน เเต่ข้าอยู่ในวงการนี้มานานกว่าเจ้า ศัตรูก็เยอะ คนเกียจก็เเยะ คงอีกนานต้องอีกสักระยะถึงจะเป็นไปได้
ทันใดนั้น ก็ได้มีเสียงชายคนหนึ่ง ตะโกนมาเเต่ไกลว่า "นั่นไง เจ้าคนที่วางยานักมวยของสำนักเรา ให้ชกเเพ้ ไปจัดการมันเลย "
พี่ใหญ่ : อุ้ยนั่นไง โจทย์มาเเล้ว ข้าว่าข้าจะหลบไปอยู่ป่าสักพัก หากมีโอกาสคงได้กลับมาเจอกันอีกนะ
น้องเล็ก : เเม่นางเจ้ายังอยากให้น้ำเต้าหู้ มาอยู่คู่กับปาท่องโก๋ อยู่อีกหรือไม่
หญิงสาว : อยากสิท่าน
เเละเเล้ว...ชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่า ตัวเองมีคุณค่า ก็กลับตัว กลับใจ หันมาเป็นคนดี หันมาสร้างเนื้อสร้างตัว ในหนทางที่สุจริต นับเเต่นั้นมา
🔘 ข้อคิดจากเรื่องนี้ : ไม่มีสิ่งใดที่ไร้คุณค่า ทุกสิ่งล้วนมีคุณค่า หากเรารู้วิธีการใช้ประโยชน์ สุดยอดฝีมือเเม้กิ่งไม้ก็ใช้เป็นอาวุธได้ คนเรานั้นไม่ว่าจะมีพื้นฐานชีวิตอย่างไร เพียงรู้จักค้นหาคุณค่าในตนเอง มองในสิ่งที่มี อย่างมองเเต่สิ่งที่ขาด เเละหมั่นฝึกฝนพัฒนาตนเองให้ดียิ่งๆขึ้น ก็ย่อมสามารถสร้างประโยชน์เเละกลายเป็นคนที่มีคุณค่าได้เช่นกัน 🔘
🔘 ชาติกำเนิด ไม่ได้กำหนดชะตาชีวิต 🔘
👉🏻👉🏻👉🏻 ฝากติดตามสื่อโซเชียลกัลยาณมิตร ที่นำเสนอเรื่องราวแรงบันดาลใจ ให้ข้อคิดดีดีในแง่มุมต่างๆ กดถูกใจเพจและกดติดตามเป็นกำลังใจให้เราได้ที่ Facebook :
voxpop :
www.voxpop.com/pages/620b43c279667e1439b8cef4
🙏❤🤟😘😘😘 “Grateful for your support” ขอบคุณครับ 😘😘😘
เรื่องเล่า
ข้อคิด
ชีวิต
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews