VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มองโลกผ่าน CRITICAL THINKING
•
ติดตาม
11 ก.ค. 2025 เวลา 05:29 • ประวัติศาสตร์
วิกฤตการณ์ รศ.112
กว่า 130 ปีที่แล้ว ในยุคล่าอาณานิคม
3 ชาติมหาอำนาจ : เนเธอร์แลนด์
อังกฤษ และ ฝรั่งเศส
เข้าครอบครองพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
>> เนเธอร์แลนด์ (Dutch)
เข้ายึดครองพื้นที่หมู่เกาะต่างๆ ของประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน
ในนามของ Dutch East Indies
ที่มา
https://pure.knaw.nl/ws/files/488440/16390.pdf
>> อังกฤษ (The Great Britain)
ทำให้เกิด
“…การสูญเสียเอกราชและการสิ้นสุดของราชวงศ์คองบองของพม่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องของความแตกแยกและความฟอนเฟะของราชสำนักพม่าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผลจากการที่อังกฤษนั้นมีการวางแผนอย่างมีขั้นตอน โดยค่อยๆเริ่มรุกล้ำแทรกแซงพม่าทีละน้อย
ที่มาของภาพ https://lek-prapai.org/home/view.php?id=747
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินแดน สิทธิทางการค้า และการทูต รวมถึงการใช้กลอุบายต่างๆที่ทำให้เกิดการหาเหตุพิพาทกับพม่า แล้วจึงใช้แสนยานุภาพทางกองทัพที่เหนือกว่าบีบให้พม่าทำตามในสิ่งที่ต้องการ ดั่งที่เห็นจากการก่อสงครามกับราชสำนักพม่า ๓ ครั้ง จนกระทั่งสามารถยึดเอาพม่ามาเป็นส่วนหนึ่งในจักรวรรดิอาณานิคมของตนเองได้ในที่สุด…”
1
ที่มาของ “…ข้อความ…” และภาพ
https://lek-prapai.org/home/view.php?id=747
>> หมาป่าฝรั่งเศส
อ้างอิงชื่อตามหนังสือ "หมาป่าฝรั่งเศส กับ ลูกแกะสยาม"
แต่งโดย Patrick Tuck
แปลโดย พันเอก กฤษฎา สุทธานินทร์
เรียบเรียงโดย พลอากาศตรีหญิง ประพิมพร เฉลิมอากาศ
ที่มาของภาพ https://www.voxpop.com/posts/5f040500850e100cac6223a2
สยาม จึงตกอยู่ท่ามกลางวงล้อม
อังกฤษ ทางฝั่งตะวันตก
และ
ฝรั่งเศส ทางฝั่งตะวันออก
ที่มา https://www.reddit.com/r/Thailand/comments/3ei1zm/a_historical_map_of_siams_thailands_territorial/#lightbox
หมาป่าฝรั่งเศส ไม่หยุดยั้งที่จะหาเรื่องกับ ลูกแกะสยาม
ตัวอย่างเช่น
กรณี พระยอดเมืองขวาง
ก่อน รศ.112 ชาวฮ่อ(ธงดำ) อพยพจากจีนเข้ามาอยู่ในลาว
สร้างความเดือดร้อนให้ราษฎรในพื้นที่เป็นเวลานานหลายปี
ทำให้ฝรั่งเศสซึ่งยึดครองประเทศญวน (เวียดนามในปัจจุบัน)
อาสาเข้ามาช่วยสยามทำการปราบชาวฮ่อ
แต่เมื่อปราบได้แล้ว ทหารฝรั่งเศสไม่ยอมถอนกำลังกลับญวน
และอ้างสิทธิเหนือดินแดนลาวในส่วนที่ญวนเคยปกครอง
จนเกิดการต่อสู้กันกับทหารของสยาม
โดยมีผู้นำฝ่ายสยามคือ พระยอดเมืองขวาง
1
ที่มาข้อมูล
https://www.voxpop.com/posts/621a76c88a595e8d46f8666e
กรณีบางเบียน (Affaire de Bang-Bien)
“… กรณีบางเบียนเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งที่นำไปสู่การใช้อาวุธในที่สุด กล่าวคือเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2434 คูร์นิโยง (Cournillon) สมาชิกคณะผู้จัดทำแผนที่ปักปันเขตแดนได้แต่งตั้งให้บางเบียน ผู้อพยพชาวลาวเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองฝรั่งเศสที่ทุ่งเชียงคำ (Thoung Xieng Kham ทุ่งไหหินในประเทศลาวปัจจุบัน)
ทำให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ (Prince Dewavongs) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ทรงโต้ตอบทันทีด้วยการส่งจดหมายถึงโลร์โซง (Lorgeon) ซึ่งรักษาการแทนกงสุลใหญ่ฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ
อเล็กซองเดรอะ ริโบต์ (Alexendre Ribot) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสในขณะนั้น จึงให้เรียกตัวบางเบียนกลับจากทุ่งเชียงคำ เช่นเดียวกับผู้แทนฝรั่งเศสที่แหลมเสม็ด (Pointe Samit) ภายใต้เงื่อนไขว่าไทยจะไม่ส่งผู้แทนเข้าไปปกครองดินแดนดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้เพื่อรักษาสัมพันธภาพอันดีของทั้งสองประเทศเอาไว้ แต่ผู้แทนฝรั่งเศสไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จึงทำให้เกิดการปะทะกันขึ้นที่ทุ่งเชียงคำ เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2434 ฝ่ายไทยสามารถควบคุมตัวบางเบียนไว้ได้ และตั้งข้อหาว่าบางเบียนเป็นกบฏต่อประเทศ โลร์โซงพยายามที่จะเข้าแทรกแซงเช่นกันแต่ไม่เป็นผล เพราะรัฐบาลไทยยืนกรานว่าบางเบียนเป็นคนไทยคนหนึ่ง (เกิดในดินแดนที่ไทยถือว่าอยู่ในพระราชอาณาเขต) ที่ต้องอพยพไปอยู่เวียดนามภายหลังจากที่ได้กระทำผิดราชการ
วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2435 นายโอกุสต์ ปาวี เดินทางถึงราชอาณาจักรไทยเพื่อรับตำแหน่งราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ ทันทีที่เดินทางถึงราชอาณาจักรไทยเขาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวบางเบียน แต่ฝ่ายไทยยังคงยืนยันในหลักการและเหตุผลของตนเอง …”
จนกลายเป็น วิกฤตการณ์ รศ.112 (พ.ศ.2436)
“… เมื่อฝรั่งเศสได้ครอบครองดินแดนสิบสองจูไทยแล้ว โดยที่ยังไม่มีการเจรจาปักปันเขตแดนกับไทยการเจรจานี้ได้ยุติลง เมื่อฝรั่งเศสมีนโยบายจะขยายอาณาเขตของตนออกไปจนถึงฝั่งแม่น้ำโขง โดยจะยึดดินแดนทั้งหมดบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ตั้งแต่ภาคเหนือของลาวจนถึงชายแดนเขมร
เมื่อฝรั่งเศสยึดดินแดนสิบสองจูไทยได้นั้น ก็เริ่มสำรวจดินแดนลาวอีกครั้ง และสร้างอิทธิพลในหมู่ชาวลาวด้วยการผูกมิตรและหาเหตุมาขัดแย้งกับไทยอยู่เสมอ ฝ่ายไทยเห็นว่าฝรั่งเศสต้องการยึดดินแดนเพิ่มจึงเตรียมรับมือ เช่นปรับปรุงการปกครองหัวเมืองฝ่ายตะวันออกให้เข้มแข็งรัดกุมขึ้น โดยเฉพาะเมืองจำปาศักดิ์ หนองคาย และหลวงพระบาง การเกณฑ์ทหารและเตรียมการป้องกันชายแดน
ฝรั่งเศสจึงฉวยโอกาสว่าไทยเตรียมจะทำสงคราม และแต่งตั้งนายโอกุสต์ ปาวี เป็นราชทูตประจำกรุงเทพฯ ซึ่งสร้างความวิตกให้กับฝ่ายไทย เพราะนายปาวีรู้จักดินแดนเขมรและลาวในทุกๆด้าน และเป็นนักจักรวรรดินิยม เมื่อนายโอกุสต์ ปาวีเข้ามารับตำแหน่งก็เริ่มการเจรจาปัญหาเก่าๆกับกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องการปักปันเขตแดนสิบสองจูไทย โดยจะนำแผนที่มาแสดงเขตแดนของตน
1
แต่ต่อมานายโอกุสต์ ปาวี ก็หาเหตุไม่ยอมเจรจาด้วยอ้างว่าทหารไทยบุกรุกดินแดนส่วนนั้นของฝรั่งเศสทำให้การเจรจาล้มเลิกไป ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2436นายโอกุสต์ ปาวี ได้ประกาศว่าฝรั่งเศสถือว่าดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงทั้งหมดเคยเป็นเมืองที่ส่งบรรณาการให้แก่ญวนมาก่อนจึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของไทย พอถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสได้อ้างสิทธิครอบครองดินแดนลาวพร้อมกับส่งกองทัพเข้าไป
กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการจึงเสนอให้ตั้งอนุญาโตตุลาการตัดสินปัญหาต่างๆ ที่ไทยกับฝรั่งเศสเจรจาตกลงกันไม่ได้ ฝรั่งเศสไม่รับข้อเสนอนั้น และใช้นโยบายเรือปืนเพื่อบีบบังคับไทยโดยส่งเรือรบ เลอ ลูแตง (Le Lutin) เข้ามาจอดหน้าสถานทูตฝรั่งเศสซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อรอคำตอบจากรัฐบาลไทย
ท่าทีคุกคามของฝรั่งเศสทำให้ไทยเร่งจัดการป้องกันกรุงเทพฯ และปากน้ำให้รัดกุมยิ่งขึ้น และทำการป้องกันรักษาพระราชอาณาเขตหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก โดยส่งทหารไปประจำที่เกาะกง แหลมงอบ และสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าที่แหลมฟ้าผ่า และขอความช่วยเหลือจากอังกฤษแต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะอังกฤษไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซงระหว่างฝรั่งเศสกับไทย
วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 รัฐบาลฝรั่งเศสได้แจ้งแก่ฝ่ายไทยว่า ผู้การโบรี (Bory) จะนำเรือปืนแองกงสตอง (Inconstant) และเรือโกแมต (Comete) เข้ามายังกรุงเทพฯ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ทรงคัดค้านว่าละเมิดสนธิสัญญาฉบับ พ.ศ. 2399
ในวันที่ 11 กรกฎาคม เรือทั้งสองลำจึงมุ่งหน้ามากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย จึงได้เกิดการต่อสู้บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทร ต่างฝ่ายได้รับความเสียหาย โดยฝรั่งเศสสามารถฝ่ากระสุนเข้ามาจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสได้และยื่นคำขาดต่อไทยดังนี้
1. ไทยต้องเพิกถอนสิทธิเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆตั้งแต่ภาคเหนือของลาวไปจนถึงพรมแดนเขมร
2. ให้ไทยรื้อถอนด่านทั้งหมดบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้เสร็จภายใน 1 เดือน
3. ให้ไทยจัดการปัญหาทุ่งเชียงคำ เมืองคำพวน และความเสียหายที่เรือรบฝรั่งเศสและชาวฝรั่งเศสได้รับจากการปะทะกัน
4. ให้ไทยลงโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่รับผิดชอบในการยิงปืนที่ปากน้ำ
5. ให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวฝรั่งเศสเป็นเงิน 2 ล้านฟรังก์
ฝ่ายไทยจึงยอมรับทุกข้อยกเว้นข้อ 1 ทำให้ฝรั่งเศสไม่พอใจจึงถอนคณะทูตออกจากประเทศไทย และเรือรบได้ไปยังเกาะสีชังและปฏิบัติการปิดอ่าวไทย จึงเป็นเหตุให้ไทยรับเงื่อนไขคำขาดโดยไม่ต่อรองใดๆ เพื่อให้ฝรั่งเศสยุติการปิดอ่าว แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกลับยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติมที่รุนแรงขึ้น คือ เรียกร้องจะเข้ายึดครองแม่น้ำและท่าเรือจังหวัดจันทบุรี และไทยต้องไม่มีกำลังทหารอยู่ที่พระตะบอง เสียมราฐ และบริเวณรัศมี 25 กิโลเมตรบนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง
ฝ่ายไทยจึงยอมรับเงื่อนไขที่เพิ่มเติมมาแต่โดยดี หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้ส่งผู้แทนรัฐบาลมาเจรจาขอทำสนธิสัญญาเพื่อยุติกรณีพิพาท ร.ศ. 112 ในร่างสัญญาดังกล่าวไทยมีข้อเสียเปรียบหลายประการโดยเฉพาะเมืองจันทบุรี มีสาระสำคัญดังนี้
1. รัฐบาลไทยสละสิทธิทั้งหมดในดินแดนบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆในแม่น้ำนั้น
2. ห้ามรัฐบาลไทยส่งเรือรบเข้าไปในทะเลสาบ ในแม่น้ำโขง และลำน้ำที่แยกมา
3. ห้ามรัฐบาลไทยสร้างด่านหรือค่ายทหารในเมืองพระตะบอง และเสียมราฐ
4. ฝรั่งเศสสงวนสิทธิจะตั้งกงสุล ณ ที่ใดก็ได้ โดยเฉพาะที่น่านและโคราช
โดยฝรั่งเศสจะยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกันจนกว่าไทยจะปฏิบัติตามสัญญาจนครบ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนครั้งที่สำคัญของไทยคือ ราชอาณาจักรลาวเกือบทั้งหมด รวมทั้งสิบสองจูไทยต้องตกอยู่ใต้ปกครองของฝรั่งเศส รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 143,800 ตารางกิโลเมตร พลเมืองประมาณ 600,000 คน …”
ที่มาของ “… ข้อความ …”
https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C_%E0%B8%A3.%E0%B8%A8._112
เรียนรู้เพิ่มเติม
wiki.kpi.ac.th
วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
ทั้งนี้ วันที่ฝรั่งเศสนำเรือปืนบุกฝ่า
แนวปราการปากน้ำเจ้าพระยา
เข้ามาจอดหน้าสถานทูตฝรั่งเศส
และหันปากกระบอกปืนไปยัง
พระบรมมหาราชวัง
ที่ถูกต้อง คือ
วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 (รศ.112)
** ขอบคุณข้อมูลจาก
ผู้บังคับการป้อมพระจุลจอมเกล้า
ฐานทัพเรือกรุงเทพฯ
ที่ช่วยแก้ไขให้ข้อมูลถูกต้อง ครับ **
และเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์
ในครั้งนั้น กองทัพเรือ จัดให้มี
“ปราการพระจุล จารึกคุณมหาราช ร.ศ.112 เดอะมิวสิคัล”
สุดยอดงานแสดงละครเวที แสง สี เสียง
สุดยิ่งใหญ่
ริมป้อมประวัติศาสตร์ พร้อมซุ้มไฟ
สุดตระการตา
และอิ่มอร่อยกับซุ้มร้านอาหารกว่า 30 ร้าน!
พิเศษสุด “ชมการแสดงฟรี”
ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตำบลแหลมฟ้า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
ระหว่างวันที่ 13 – 16 กรกฎาคม 2568
ร่วมย้อนรำลึก “วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒”
ผ่านการแสดงมิวสิคเคิลแสง สี เสียง
สุดยิ่งใหญ่ โดยทีมนักแสดง และนักร้อง
ชื่อดัง ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวแห่ง
ศรัทธา ความรัก และการเสียสละ
ด้วยพลังเสียง และอารมณ์
สะกดคนดูทุกวินาที
.
แล้วพบกันที่ “ปราการพระจุล” ประสบการณ์แห่งแสงสีเสียงที่คุณ
ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง!
สำรองที่นั่ง หรือสอบถามเพิ่มเติม >>
https://lin.ee/jl82Goi
ติดต่อเรา
line.me
LINE Add Friend
# พวกเราดูรู้ เจ็บแล้วต้องจำ
ข่าวรอบโลก
ข่าว
ประวัติศาสตร์
บันทึก
8
2
4
8
2
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews