VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
poipoi
•
ติดตาม
8 ต.ค. 2025 เวลา 07:12 • ข่าวรอบโลก
Subway Surfing (โต้คลืนบนหลังคารถไฟ) คืออะไร? ทำไมวัยรุ่นอเมริกันถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อยอดไลก์?
จากข่าวล่าสุด วัยรุ่นหญิงวัย 12 ปี ก็ต้องมาเสียชีวิตเพราะคอนเทนต์ท้าความตายอีกครั้ง เรามาย้อนดูกันว่าทำไมเด็กๆ และวัยรุ่นถึงยอมเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อยอดไลก์?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บนหน้าฟีดของโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Instagram เราอาจเคยผ่านตาคลิปวิดีโอสุดหวาดเสียวของวัยรุ่นที่ปีนป่ายและวิ่งอยู่บนหลังคาของขบวนรถไฟใต้ดินที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ท่ามกลางเสียงลมและแสงไฟของเมืองใหญ่ การกระทำนี้มีชื่อเรียกว่า "Subway Surfing" ซึ่งเบื้องหลังภาพที่ดูเท่และท้าทายนั้น คือสถิติการเสียชีวิตและบาดเจ็บที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย
แล้ว Subway Surfing คืออะไรกันแน่ และอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกาจำนวนไม่น้อยยอมเอาชีวิตเข้าแลกกับคอนเทนต์เพียงไม่กี่นาที?
Subway Surfing คืออะไร?
Subway Surfing คือการกระทำที่ผิดกฎหมายและอันตรายอย่างยิ่ง ในการปีนขึ้นไปอยู่บนส่วนด้านนอกของขบวนรถไฟที่กำลังวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นไปยืน วิ่ง หรือนอนบนหลังคา, การเกาะอยู่ด้านข้าง หรือการโหนตัวอยู่ระหว่างตู้โดยสาร
เป้าหมายของการกระทำนี้ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่คือการ "สร้างคอนเทนต์" ผู้ทำมักจะถ่ายคลิปวิดีโอของตัวเองหรือให้เพื่อนถ่ายให้ เพื่อนำไปโพสต์ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อแสดงความกล้าหาญ ท้าทาย และแน่นอนว่า...เพื่อแลกกับยอดไลก์ ยอดแชร์ และการเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์
ทำไม Subway Surfing ถึงฮิตในสหรัฐอเมริกา?
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีที่มา แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ผลักดันให้เทรนด์เสี่ยงตายนี้แพร่หลาย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กซิตี้
1. อิทธิพลของโซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมไวรัล
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ถูกออกแบบมาเพื่อนำเสนอคอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์และน่าตื่นตาตื่นใจ วิดีโอ Subway Surfing ที่ดูหวาดเสียวและท้าทายจึงมีโอกาสกลายเป็นไวรัลได้ง่าย วัยรุ่นที่ต้องการ "ชื่อเสียงในโลกออนไลน์" (Clout) มองว่านี่คือทางลัดในการสร้างตัวตนและได้รับการยอมรับ แม้ยอดไลก์นั้นจะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงก็ตาม
2. จิตวิทยาของวัยรุ่น: การแสวงหาความตื่นเต้นและแรงกดดันจากเพื่อน
ธรรมชาติของวัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง ชอบความเสี่ยง และแสวงหาความตื่นเต้น (Thrill-Seeking) สมองส่วนหน้าสุดที่ควบคุมการตัดสินใจและยับยั้งชั่งใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้พวกเขาประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้ แรงกดดันจากกลุ่มเพื่อนที่ทำกิจกรรมท้าทายเหมือนกัน ก็เป็นอีกแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่กล้าปฏิเสธ
3. ภูมิทัศน์ของเมืองใหญ่ที่เป็นใจ
นิวยอร์กซิตี้มีระบบรถไฟใต้ดินที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้การเข้าถึงขบวนรถไฟเพื่อปีนป่ายทำได้ไม่ยากนัก ภาพของตึกระฟ้าและแสงสีของเมืองในตอนกลางคืนยังเป็นฉากหลังที่ "สวยงาม" และดึงดูดใจสำหรับการถ่ายทำคอนเทนต์อีกด้วย
ความจริงที่ไม่สวยงาม: ผลลัพธ์คือความตาย
เบื้องหลังคลิปวิดีโอที่ดูน่าตื่นเต้น คือความเป็นจริงอันน่าสลด การเล่น Subway Surfing มีความเสี่ยงที่จะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมได้ทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็น:
การชนกับสิ่งกีดขวาง: ศีรษะอาจกระแทกกับคานเหล็ก ป้ายสัญญาณ หรือเพดานอุโมงค์ ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ทันที
การพลัดตก: การสูญเสียการทรงตัวเพียงเสี้ยววินาทีหมายถึงการร่วงลงไปบนรางรถไฟและถูกทับ
ไฟฟ้าช็อต: จากสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่อยู่เหนือขบวนรถ
สถิติจากหน่วยงานขนส่งมวลชนนครนิวยอร์ก (MTA) ชี้ชัดว่ายอดผู้เสียชีวิตจาก Subway Surfing พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เทรนด์นี้กลับมาฮิตใน TikTok โดยในปี 2022 มีผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตรวมกัน 3 ปีก่อนหน้า
บทสรุป
Subway Surfing ไม่ใช่แค่แฟชั่นหรือเกมท้าทาย แต่มันคือภาพสะท้อนด้านมืดของวัฒนธรรมออนไลน์ ที่ "ยอดไลก์" และ "การยอมรับ" ถูกตีค่าสูงกว่าความปลอดภัยในชีวิต วัยรุ่นเหล่านี้ไม่ได้เสี่ยงชีวิตเพราะความคึกคะนองเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังไล่ตามการมองเห็น (Visibility) และการยอมรับจากสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผลักดันให้วงจรแห่งความเสี่ยงนี้ดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด
บทเรียนราคาแพงจากหลายชีวิตที่ต้องสูญเสีย ควรเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่มีชื่อเสียงหรือกระแสไวรัลใดที่คุ้มค่าพอที่จะต้องเอาชีวิตเข้าแลก และที่สำคัญกว่านั้น คือการตระหนักว่า เราทุกคนในฐานะผู้เสพสื่อ ก็มีส่วนร่วมในการหยุดยั้งโศกนาฏกรรมนี้ได้
บทส่งท้าย: สิ่งที่เราทำได้ คือ "หยุดส่งต่อความอันตราย"
เมื่อคุณเลื่อนฟีดแล้วเจอคลิปวิดีโอท้าความตายในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น Subway Surfing หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ พลังในการหยุดยั้งมันอยู่ในมือของคุณ
สิ่งที่เราทุกคนทำได้ คือการหยุดเป็นส่วนหนึ่งของวงจรนี้:
อย่ากดไลก์: การกดไลก์คือการส่งสัญญาณไปยังอัลกอริทึมว่า "คอนเทนต์แบบนี้น่าสนใจ" ซึ่งจะทำให้คลิปถูกเผยแพร่ไปในวงกว้างยิ่งขึ้น
อย่าแสดงความคิดเห็นในเชิงชื่นชม: คำชมอย่าง "เท่มาก" หรือ "กล้าสุดๆ" คือการเติมเชื้อไฟ และสร้างการยอมรับที่ผิดๆ ให้กับผู้กระทำ
และที่สำคัญที่สุด คือ "อย่าแชร์": การแชร์คือการส่งต่อความอันตรายโดยตรง ทำให้เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ เห็นและอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้
แทนที่จะสนับสนุน เราสามารถกด "รายงาน (Report)" คลิปวิดีโอนั้นไปยังแพลตฟอร์มว่าเป็น "พฤติกรรมอันตราย" เพื่อให้ถูกลบออกไป
เพราะทุกการกดไลก์ ทุกการแชร์ อาจหมายถึงการเพิ่มความเสี่ยงให้ชีวิตของใครอีกคนหนึ่ง การหยุดส่งต่อคลิปเหล่านี้ คือการช่วยชีวิตและส่งสารที่ชัดเจนว่า สังคมของเราไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่อันตรายเพื่อแลกกับยอดวิวเพียงชั่วข้ามคืน
ปล.แล้วเรื่องนี้ใครผิด?
ความคิดเห็นจากผู้อ่านข่าวนี้แตกออกเป็น 2 ประเด็นหลักที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด คือ "เป็นความผิดของการเลี้ยงดู" และ "ไม่ใช่ความผิดของผู้ปกครองเสมอไป" โดยมีประเด็นเรื่องโซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญ
กลุ่มที่ 1: มองว่าเป็นความผิดของการเลี้ยงดูเป็นหลัก (Parenting is the Issue)
นี่เป็นความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ พวกเขามองว่าพฤติกรรมเสี่ยงตายของเด็กวัย 12 ปี ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาด
การปล่อยปละละเลย: ความเห็นอย่าง rex rexford และ E. White มองว่านี่คือปัญหาการเลี้ยงดู 100% เด็กถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวมากเกินไป ได้รับโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการควบคุม จนเกิดการเสพติดโซเชียลมีเดีย
ขาดความเข้มงวดและวินัย: ผู้ใช้อย่าง KonaBlue และ Tattle Tale เปรียบเทียบกับวัยเด็กของตัวเองว่า พวกเขาคงจะ "กลัวพ่อแม่จะลงโทษ" มากกว่ากลัวอันตรายข้างนอกเสียอีก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเด็กในข่าวอาจไม่ได้รับการปลูกฝังความเคารพหรือความเกรงกลัวต่อผู้ปกครองเท่าที่ควร
กลุ่มที่ 2: มองว่าไม่ใช่ความผิดของผู้ปกครองเสมอไป (It's Not Always the Parents' Fault)
กลุ่มนี้ออกมาโต้แย้งว่า การโทษพ่อแม่เพียงฝ่ายเดียวนั้นไม่ยุติธรรม เพราะการเลี้ยงลูกในยุคนี้มีความซับซ้อน
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ: ความเห็นจาก Lioness ชี้ว่า วัยรุ่นมีธรรมชาติที่อยากรู้อยากลอง การที่พ่อแม่พยายามห้ามหรือควบคุมมากเกินไป อาจยิ่งผลักดันให้พวกเขาอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น
สุดท้ายคือการตัดสินใจของเด็กเอง: ผู้ใช้ susiesox38 เล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่เติบโตมาอย่างยากลำบากและมีผู้ปกครองดูแลไม่เต็มที่ แต่เธอกับน้องก็เลือกที่จะไม่ทำตัวเสี่ยงภัย เธอมองว่าสุดท้ายแล้ว "บุคลิกและตัวตนที่แท้จริง" ของเด็กแต่ละคนคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
ประเด็นเสริม: การเสพติดโซเชียลมีเดีย และการกระทำของตัวเด็กเอง
หลายความเห็น (เช่น KonaBlue) ชี้ว่าโศกนาฏกรรมนี้เป็นสิ่งที่ "เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเอง" (Self-inflicted) โดยมีแรงจูงใจหลักคือการต้องการ "ยอดไลก์" และการยอมรับในโลกออนไลน์ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการเสพติดโซเชียลมีเดียในกลุ่มเยาวชนปัจจุบัน
อ้างอิง
https://www.nbcnewyork.com/news/local/queens-subway-surfing-teen-death/6326115/
https://www.nbcnewyork.com/new-york-city/nyc-subway-surfing-drones/5943611/
https://nypost.com/2025/10/07/us-news/12-year-old-girl-posted-terrifying-videos-before-nyc-subway-surfing-tragedy-does-whatever-she-wants/
https://abc7ny.com/post/nyc-subway-surfing-15-year-old-boy-killed-falling-off-no-7-train-pulling-queensboro-plaza-station-queens/16954962/
วัยรุ่น
รถไฟ
คอนเทนต์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews