VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
19 พ.ค. เวลา 02:09 • ธุรกิจ
ตั๋วเครื่องบิน ยิ่งกดดูซ้ำยิ่งแพง! ความจริงเบื้องหลังระบบการตั้งราคาที่คุณอาจไม่เคยรู้
เคยสงสัยกันมั๊ยครับ เวลาที่เราค้นหาตั๋วเครื่องบินในอินเทอร์เน็ต ยิ่งเรากดค้นหาซ้ำหลายรอบเท่าไร ราคาตั๋วบนหน้าจอกลับยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ
หรือทำไมค่าโดยสารแอปพลิเคชันเรียกรถ ในช่วงที่เรากำลังรีบและแบตเตอรี่โทรศัพท์ใกล้จะหมด ถึงได้มีราคาสูงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด…
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของจังหวะเวลา หรือเป็นแค่ความโชคร้ายของเราเอง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังของตัวเลขราคาที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็วเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด
1
มันคือผลลัพธ์ของระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล…
ในวันนี้โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่องค์กรต่างๆ กำลังหาทางเพิ่มผลกำไร
บริษัทระดับโลกกำลังใช้เทคโนโลยี AI เพื่อกำหนดราคาสินค้าแบบเจาะจงเฉพาะบุคคล โดยประเมินจากโปรไฟล์ ข้อมูลประวัติส่วนตัว และพฤติกรรมของเราเอง…
กลยุทธ์แบบนี้มีชื่อเรียกว่า “Surveillance Pricing” มันคือการที่แบรนด์หรือบริษัทกำหนดราคาที่คุณมองเห็นบนหน้าจอ โดยใช้ข้อมูลเฉพาะตัวของคุณเป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาแบบเรียลไทม์…
ลองจินตนาการว่าคุณและเพื่อนเดินเข้าไปในร้านค้าเดียวกัน หยิบสินค้าชิ้นเดียวกันเป๊ะ
แต่ตอนจ่ายเงิน แคชเชียร์กลับบอกราคาคุณแพงกว่าเพื่อน เพียงเพราะระบบรู้ว่าคุณมีรายได้มากกว่า หรือรู้ว่าคุณกำลังอยากได้ของชิ้นนี้มากๆ…
นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในโลกการค้าดิจิทัลในยุคปัจจุบัน
มีงานวิจัยจากสถาบันอย่าง McKenzie ที่ประเมินว่า ระบบการตั้งราคาที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ สามารถเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทต่างๆ ได้สูงสุดถึง 15%…
1
ข้อมูลจากการสืบสวนของ Consumer Reports ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
พวกเขาตรวจพบความแตกต่างของราคาสูงถึง 116% ในสินค้าออนไลน์ชนิดเดียวกัน เพียงแค่ผู้ซื้อกรอกรหัสไปรษณีย์ที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน…
แพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถดึงข้อมูลตั้งแต่ประวัติการท่องเว็บ ไปจนถึงประวัติทางการเงิน
เพื่อนำมาประมวลผลว่าควรจะตั้งราคาสินค้าให้คุณเท่าไร
การวิเคราะห์จากหน่วยงานอิสระยังเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับแอปพลิเคชันอย่าง Uber…
ระบบของพวกเขาสามารถเรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่มขึ้นสูงสุด 6% เมื่อตรวจพบว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์ของผู้ใช้งานเหลือต่ำกว่า 15%
แน่นอนว่าถ้าโทรศัพท์ของคุณกำลังจะดับ คุณย่อมมีความรู้สึกเร่งด่วนและยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับการได้รถกลับบ้านอย่างแน่นอน…
สื่อในประเทศเบลเยียมเคยรายงานข้อกล่าวหาว่า Uber สามารถเข้าถึงข้อมูลระดับแบตเตอรี่และนำข้อมูลนั้นมาปรับเปลี่ยนค่าโดยสาร เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับฝั่งแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่…
แม้แต่ในอุตสาหกรรมการบิน รายงานจาก Wall Street Journal ก็ได้บันทึกเอาไว้ว่า
สายการบินบางแห่งมีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นถึง 20% หลังจากที่พวกเขาตัดสินใจนำระบบ “Dynamic Pricing” มาใช้งานเต็มรูปแบบ…
คำถามก็คือ แล้วบริษัทเหล่านี้เริ่มใช้กลยุทธ์แบบนี้เพื่อทำกำไรจากกระเป๋าเงินของเราตั้งแต่เมื่อไหร่
ซึ่งเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของโลกธุรกิจกันสักนิด…
แนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนราคาตามสภาวะตลาดแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมาร์ตโฟน
แต่มันมีจุดเริ่มต้นมาจากอุตสาหกรรมการบินของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1970…
ในยุคนั้น ราคาตั๋วเครื่องบินยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐบาลกลาง
แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อมีการลงนามในกฎหมาย Airline Deregulation Act ในปี 1978…
กฎหมายฉบับนี้ได้ปลดแอกสายการบินต่างๆ ให้ได้รับอิสระอย่างเต็มที่ในการกำหนดค่าโดยสารตามที่ตนเองต้องการ
การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ ได้เปิดประตูสู่การสร้างระบบบริหารจัดการเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดเป็นครั้งแรก…
สายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง American Airlines ได้พัฒนาโมเดลบุกเบิกที่เรียกว่า Dynamo
ระบบนี้มีหน้าที่วิเคราะห์ความต้องการของตลาด และทำการปรับราคาที่นั่งที่ยังว่างอยู่บนเครื่องบินโดยอัตโนมัติ…
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไปตลอดกาล
ภายในปี 1985 บริษัทรายงานว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นระหว่าง 6 ถึง 8% จากการใช้กลยุทธ์นี้เพียงอย่างเดียว…
เมื่อสิ้นสุดทศวรรษ 1980 สายการบินพาณิชย์เกือบทั้งหมดบนโลกก็ต้องหันมานำกลไกที่คล้ายกันนี้ไปประยุกต์ใช้
โมเดลนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่เรียบง่าย นั่นคือการขึ้นราคาเมื่อที่นั่งบนเครื่องบินเริ่มเต็ม…
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มค่าโดยสารสำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วใกล้กับวันเดินทาง เพราะถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
และการเสนอส่วนลดเฉพาะเวลาที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการจองในช่วงที่ยอดขายตกเท่านั้น…
แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1990 มันได้ขยายไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ ทั้งกลุ่มโรงแรม การเช่ารถ และบริการขนส่งทางราง…
การนำระบบนี้มาใช้อย่างแพร่หลายได้ตอกย้ำแนวคิดที่ว่า ราคาไม่ควรเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว
แต่ราคาควรจะสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้บริโภคได้แบบเรียลไทม์ตลอดเวลา…
ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1990 เครือโรงแรมระดับโลกอย่าง Hilton กลายเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายแรกๆ ที่นำโมเดลการตั้งราคาที่ได้แรงบันดาลใจจากสายการบินมาใช้อย่างเป็นระบบ…
ภายในปี 1997 Hilton ได้เริ่มใช้ระบบกำหนดราคาส่วนกลาง ซึ่งจะคอยประมวลผลเปรียบเทียบการคาดการณ์อัตราการเข้าพัก ความต้องการในอดีต และรูปแบบการจองตามฤดูกาล…
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลบวกต่อผลประกอบการในทันที ตามรายงานขององค์กรในช่วงเวลานั้น
Hilton สามารถเพิ่มรายได้ต่อห้องพักที่ว่างได้เกือบ 6% ต่อปี และทำได้ติดต่อกันเป็นเวลาถึงสามปีเต็ม…
นอกจากนี้ยังสามารถลดจำนวนคืนที่ห้องพักว่างเปล่าลงได้ประมาณ 12% ในโรงแรมย่านตัวเมืองที่มีความต้องการเข้าพักสูง
หลักการของระบบนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลังมหาศาล…
หากโรงแรมตรวจพบว่า 70% ของห้องพักถูกจองสำหรับช่วงวันหยุดยาวไปแล้ว
ราคาของห้องที่เหลือจะปรับตัวสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
ในทางกลับกัน หากคาดการณ์ว่าผู้เข้าพักจะลดลงต่ำกว่า 40% ระบบก็จะเปิดโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้า…
แต่เรื่องราวของการดัดแปลงราคาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในธุรกิจการเดินทางและการท่องเที่ยว
1
ด้วยการมาถึงของยุค ecommerce ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 การตั้งราคาแบบปรับเปลี่ยนได้ก็เข้าสู่เฟสถัดไป…
บริษัทอย่าง Amazon ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกวงการ ได้เริ่มทดลองปรับเปลี่ยนราคา
1
โดยพิจารณาจากข้อมูลการท่องเว็บ ประวัติการค้นหา และพฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคนบนหน้าจอ…
ในช่วงยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ต่างๆ เริ่มใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Cookies เพื่อติดตามว่าผู้ใช้คลิกดูอะไรบ้าง และใช้เวลาอยู่หน้าเว็บไหนนานเป็นพิเศษ
1
ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าแทบจะทันที…
ในปี 2000 มีกรณีเฉพาะเจาะจงที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก
เมื่อมีคนค้นพบว่า Amazon ขายแผ่นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน แต่กลับบวกราคาเพิ่ม 6% ให้กับลูกค้ารายหนึ่ง…
ในขณะเดียวกันบริษัทก็ยังคงขายสินค้าชิ้นเดียวกันนั้นในราคาปกติให้กับลูกค้ารายอื่น
หลังจากที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อน ทางบริษัทได้ออกมาชี้แจงว่า ความแตกต่างของราคาเหล่านี้เป็นเพียงแค่การทดสอบระบบ…
แต่การทดลองเหล่านี้ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่สำคัญมาก
นั่นคือโลกของ ecommerce ทำให้การปรับเปลี่ยนราคาสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ และทำได้แยกเป็นรายบุคคล…
ที่สำคัญที่สุดคือ ระบบคอมพิวเตอร์สามารถปรับราคาสินค้าได้อย่างเงียบๆ
โดยที่ตัวผู้บริโภคเองแทบจะไม่มีทางรู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังจ่ายแพงกว่าคนอื่น…
ระหว่างปี 2000 ถึง 2010 การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาล ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง ความถี่ในการซื้อ และประวัติการเข้าชม ได้พลิกโฉมวิธีการที่ผู้ค้าปลีกออนไลน์ใช้เพื่อติดตามพฤติกรรมลูกค้า…
1
พวกเขาได้นำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ไปพัฒนาโมเดลที่สามารถปรับราคาตามความน่าจะเป็นในการตัดสินใจซื้อ
มีงานวิจัยทางวิชาการในช่วงเวลานั้นที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงนี้เอาไว้…
สินค้าออนไลน์ที่เหมือนกันทุกประการ อาจมีความผันแปรของราคาอยู่ระหว่าง 5 ถึง 15% เมื่อถูกเปิดดูโดยผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน
การตั้งราคาแบบเฉพาะบุคคลไม่ได้เป็นเพียงแค่โปรเจกต์ทดลองอีกต่อไป…
แต่มันกำลังกลายเป็นโครงสร้างและมาตรฐานใหม่ของธุรกิจดิจิทัล
แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเร่งให้ระบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมได้มากเท่ากับการถือกำเนิดขึ้นของ Uber…
ในปี 2012 Uber ได้ทำให้แนวคิดเรื่อง “Surge Pricing” กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
โมเดลนี้จะทำการเพิ่มค่าโดยสารโดยอัตโนมัติ เมื่อความต้องการเรียกรถมีมากกว่าจำนวนคนขับในพื้นที่…
อัลกอริทึมเบื้องหลังจะทำการวิเคราะห์ตัวแปรนับไม่ถ้วนแบบเรียลไทม์
ทั้งจำนวนคนขับที่ว่างอยู่ กิจกรรมที่กำลังจัดขึ้นในพื้นที่ สภาพอากาศ และช่วงเวลาของวัน…
ระบบสามารถทวีคูณต้นทุนค่าโดยสารได้สูงสุดถึง 200% หรือมากกว่านั้นในช่วงเวลาเร่งด่วน
ในแง่ของจิตวิทยาผู้บริโภค สิ่งนี้สร้างความรู้สึกเร่งด่วนและกดดันให้ผู้ใช้งานต้องรีบตัดสินใจ…
เราถูกบีบให้ยอมรับราคาที่สูงลิ่ว ก่อนที่ราคาบนหน้าจอจะปรับตัวสูงไปกว่านี้
ลองนึกภาพว่าค่าโดยสารจากสนามบินเข้าเมืองที่คุ้นเคย จู่ๆ ก็มีราคาพุ่งขึ้นไปถึง 50% ในพริบตา…
แม้ว่าบริษัทจะพยายามอธิบายว่ากลยุทธ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้คนขับอยากออกมารับงาน
แต่การศึกษาหลายชิ้นในเวลาต่อมาได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของระบบนี้…
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบได้ทำการเพิ่มค่าโดยสารจากฝั่งผู้ใช้งานอย่างมหาศาล
2
โดยที่ฝั่งคนขับรถกลับไม่ได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน…
การสืบสวนโดยหน่วยงานอิสระได้บันทึกข้อมูลสำคัญว่า ส่วนแบ่งรายได้ที่ Uber หักเข้าบริษัทในสหรัฐอเมริกา ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 32% เป็น 42% ในช่วงปี 2022 ถึง 2025…
1
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบอัลกอริทึมถูกปรับแต่งมาเพื่อมุ่งเน้นที่การทำกำไรสูงสุดให้กับตัวองค์กร มากกว่าการรักษาสมดุลของระบบตามที่เคยกล่าวอ้าง…
1
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงกลางทศวรรษ 2020 ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็ถูกทำให้คุ้นเคยกับแนวคิดนี้
เรายอมรับว่าราคาสินค้าและบริการสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นสองหรือสามเท่าได้ในทุกวินาที…
และคนส่วนใหญ่ก็ยอมจำนนต่อเงื่อนไขนี้ไปโดยปริยาย นี่จึงเป็นการปูทางให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ เริ่มนำโมเดลในลักษณะเดียวกันนี้มาปรับใช้เพื่อหารายได้เพิ่ม…
แต่การก้าวกระโดดที่แท้จริงซึ่งนำความซับซ้อนมาสู่ขั้นสุดยอดนั้น เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2020
3
เมื่อบริษัทระดับโลกเริ่มทำการผสานรวม AI ขั้นสูงเข้ากับระบบกำหนดราคาของตนเอง…
บริษัทอย่าง Delta Airlines ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า พวกเขากำลังยกระดับระบบราคาและจะหันมาพึ่งพาการทำงานของเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ…
เพื่อให้ระบบคาดการณ์ความต้องการ และตัดสินใจว่าผู้โดยสารแต่ละคนควรจะต้องจ่ายค่าตั๋วเท่าไร
ความแตกต่างที่น่ากลัวเมื่อเทียบกับโมเดลในอดีตก็คือความฉลาดของมัน…
ระบบใหม่นี้ไม่ได้พึ่งพาแค่ระดับความต้องการของตลาดโดยรวมอีกต่อไป
แต่มันสามารถวิเคราะห์จุดข้อมูลนับล้านๆ จุดได้ในเสี้ยววินาที เพื่อดูว่าลูกค้าแต่ละรายพร้อมจะจ่ายเงินมากแค่ไหน…
มันเปลี่ยนจากการปรับราคากลางตามเวลา ไปสู่การตั้งราคาในระดับปัจเจกบุคคล
ระบบสามารถเรียนรู้จากประวัติการใช้งานทั้งหมดของคุณ รู้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์…
รู้ว่าคุณค้นหาสินค้าชิ้นเดิมซ้ำมากี่ครั้ง และบันทึกระยะเวลาที่คุณทิ้งสินค้าชิ้นนั้นคาไว้ในตะกร้าช้อปปิ้ง
การศึกษาบางชิ้นพบข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างมาก…
กลุ่มผู้ใช้งาน iPhone มักจะได้รับเสนอราคาที่สูงกว่าผู้ใช้อื่นๆ อย่างเป็นระบบ
การเปลี่ยนแปลงของราคาอาจสูงถึง 15% สำหรับสินค้าและบริการบางประเภท…
สาเหตุมาจากความเชื่อมโยงทางสถิติที่ระบบประเมินว่า ผู้ที่ครอบครองอุปกรณ์ของ Apple มักจะเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงกว่าคนทั่วไป…
ประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงมากที่สุดเกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ถึง 2025 เมื่อระบบนี้ถูกนำมาใช้อย่างหนักหน่วงในวงการแอปพลิเคชันสั่งซื้อของชำและซูเปอร์มาร์เก็ตดิจิทัล…
งานวิจัยที่เข้าไปเจาะลึกแนวปฏิบัติของแพลตฟอร์มอย่าง Instacart เปิดเผยข้อมูลว่า
การใช้เครื่องมือ AI สามารถทำให้สินค้าประเภทเดียวกัน มีราคาแตกต่างกันได้สูงสุดถึง 23%…
ตัวเลขนี้เกิดขึ้นในหมู่ผู้ใช้งานที่แตกต่างกันซึ่งกำลังดูสินค้าชิ้นนั้นอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันพอดี
ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าส่วนใหญ่ที่นำมาวิเคราะห์ ล้วนมีการแสดงผลราคาที่แตกต่างกันออกไปในเวลาเดียวกัน…
ในยุคปัจจุบัน แนวทางปฏิบัติของการตั้งราคาที่ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แทรกซึมไปในแทบจะทุกอุตสาหกรรมรอบตัวเรา…
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือในปี 2025 เมื่อซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากป้ายราคากระดาษแบบดั้งเดิม…
มาเป็นการใช้ป้ายราคาสินค้าดิจิทัลที่ติดอยู่ตามชั้นวางสินค้า
นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่นำทัพโดยเครือร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart และ Kroger…
Kroger ซึ่งครองตำแหน่งเครือร้านขายของชำที่ใหญ่ที่สุด กำลังเผชิญกับข้อกังวลมากมายจากสังคม
ป้ายราคาอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนราคาสินค้าได้ในทันที…
1
1
ทางด้าน Walmart ก็ได้ออกมาประกาศแผนการที่ชัดเจนว่า บริษัทตั้งเป้าที่จะติดตั้งป้ายดิจิทัลเหล่านี้ในร้านค้าหลายพันแห่งให้เสร็จสิ้นภายในปี 2026…
ปัญหาที่หลายฝ่ายกังวลก็คือ เทคโนโลยีป้ายดิจิทัลเหล่านี้เอื้ออำนวยให้ทางร้านควบคุมราคาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
พวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนราคาสินค้านับพันรายการได้แบบเรียลไทม์ภายในเวลาไม่กี่วินาที…
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเดินไปหยิบนมสดหนึ่งขวด แต่ทันทีที่คุณเอื้อมมือไป
ตัวเลขบนป้ายดิจิทัลก็เปลี่ยนไปเป็นราคาที่แพงขึ้น เพียงเพราะระบบประเมินว่าช่วงเวลานี้มีคนเข้าซื้อของเยอะ…
สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลกำไรได้สูงสุด
โดยอิงจากประเภทของกลุ่มลูกค้า หรือกำลังซื้อของคนที่เดินอยู่ในร้าน ณ ขณะนั้น…
ในอดีต ราคาของสินค้าเคยเป็นตัวแทนของคุณค่าและต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
แต่ในวันนี้ ราคาได้กลายมาเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ในการแบ่งแยกและจัดกลุ่มบุคคล…
ต้นทุนสุดท้ายที่เราต้องจ่ายออกจากกระเป๋า กำลังถูกตัดสินจากโปรไฟล์ข้อมูลส่วนตัวของเรา มันไม่ได้มาจากมูลค่าที่แท้จริงของตัวสินค้าอีกต่อไป…
References : [wsj,consumerreports,forbes,techcrunch,nytimes]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/plane-ticket-prices/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
VoxPop :
www.voxpop.com/tharadhol.blog
Fanpage :
Twitter :
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
Youtube :
Linkedin :
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
เศรษฐกิจ
57 บันทึก
65
7
126
57
65
7
126
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews