25 พ.ค. เวลา 09:00 • ไลฟ์สไตล์

ตะลอนสำรวจ ‘มัลดีฟส์’ ฉบับ Gen Z | When a Thai Gen Z Wanders in the Maldives

ตั้งแต่ไหนแต่ไร เราชาวไทยคงมีภาพจำต่อ ‘มัลดีฟส์’ ว่าเป็นสวรรค์บนดินแห่งหนึ่งของโลก แต่ในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนเช่นนี้ ชีวิตและความเป็นไปในประเทศหมู่เกาะแห่งนี้จะเป็นอย่างไรกันนะ ?
Thais have always regarded the Maldives as a paradise on Earth. But in an era of climate change, how is everything going in this island country?
📌 อ่านบทความเวอร์ชันภาษาอังกฤษได้ที่ | Tap the link to read the English version 👉 www.thaipbs.or.th/now/content/4007
แน่นอนว่า ไฮไลต์ของมัลดีฟส์อยู่ที่ชายหาดสวย น้ำทะเลใส และหมู่เกาะงาม แต่มัลดีฟส์ยังมีแง่มุมอีกมากมายหลายหลากให้ได้สำรวจ ซึ่งผู้เขียนเองไม่ได้คิดว่าจะได้พบเจอในทริปสั้น ๆ ทริปนี้ระหว่างที่เข้าร่วมประชุมสื่อเอเชีย-แปซิฟิก Asia Media Summit 2026 ต่อไปนี้คือเรื่องราวผู้เขียนได้สัมผัสเท่าที่เวลาเอื้ออำนวย พร้อมกับสิ่งที่เห็นและบันทึกไว้ผ่านกล้องฟิล์มเก่า ๆ ตัวหนึ่งครับ
นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งในมัลดีฟส์ที่ไม่ค่อยเขินกล้องสักเท่าไหร่ (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
ทั่วไปใน ‘มาเล’ เมืองหลวงมัลดีฟส์
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มามัลดีฟส์มักจะไปพักผ่อนบนรีสอร์ตตามเกาะต่าง ๆ และดำน้ำชมความงามของมหาสมุทรอินเดียกัน แต่เมืองหลวงอย่างมาเล (Malé) ก็เต็มไปด้วยความน่าสนใจและมอเตอร์ไซค์จอดเรียงรายทั้ง 2 ข้างทาง อย่างที่หลายคนอาจเคยได้ยินครับ มาเลเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
มาเล เมืองหลวงของมัลดีฟส์ (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
ฉะนั้น เวลาเดินไปไหนมาไหน ก็จะเจอแต่คน มอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์ และคนอยู่ทุกหัวถนน และดูเหมือนว่า คนที่นี่จะชอบใช้เวลานอกบ้านพอสมควร เพื่อซึมซับวิถีชีวิตแบบคนท้องถิ่นขนานแท้ (โดยไม่ได้ตั้งใจ) ผู้เขียนก็ได้เดินออกกำลังกายรอบสนามคริกเก็ต Ekuveni ร่วมกับชาวมาเลทั้งสิ้น 1 รอบถ้วน
การสัญจรโดยทั่วไปภายในมาเล เมืองหลวงของมัลดีฟส์ (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
หลังมื้อเย็นคืนหนึ่ง ผู้เขียนออกมาเดินเล่นในมาเลร่วมกับเพื่อน ๆ จากงานประชุมฯ จนถึง 5 ทุ่ม และเห็นพ่อค้าแม่ขายเปิดร้านค้ากันอยู่อย่างไม่ง่วงหนาวหาวนอน ด้วยความสงสัย ผู้เขียนจึงถามนาซา นาซีม รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนต่อประธานาธิบดีมัลดีฟส์ (PYAB) ว่า “อยู่กันแบบนี้ ปกติใช่ไหม” เธอตอบว่า
ชาวเมืองที่นี่ใช้ชีวิตกันจนถึงดึกดื่น พอถึงคืนวันศุกร์ ก็อยู่กัน “ยันหว่าง” เรียกได้ว่าเมืองไม่มีวันหลับใหลก็ว่าได้ครับ ชวนให้นึกถึงวิถีชีวิตของคนในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ไม่น้อย อีกทั้งสภาพตึกรามบ้านช่องและถนนแคบ ๆ ก็ยังทำให้ผู้เขียนคิดถึงเทสซาโลนิกิ – เมืองในกรีซที่ตัวเองเคยไปร่ำเรียน – อยู่บ้าง
สินค้าที่คุณสามารถพบเจอในร้านโชห่วยในมาเลตอน 5 ทุ่ม (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
พูดถึงมื้อเย็นแล้ว ผู้เขียนก็ควรกล่าวถึงอาหารการกินในมัลดีฟส์เสียหน่อย นอกจากอาหารโดยทั่วไปจะเน้นเครื่องเทศไม่ต่างจากประเทศเอเชียใต้อื่น ๆ เท่าที่สังเกต อาหารมัลดีฟส์มักมี ‘ทูน่า’ เป็นส่วนประกอบอยู่ในจานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทูน่าย่างเป็นชิ้น ๆ ‘ริฮากูรุ’ (rihaakuru – น้ำพริกเหนียวข้นชนิดหนึ่ง) หรือทูน่าอบแห้งตามซูเปอร์มาร์เก็ต
และที่อยากแนะนำให้ลองคือขนมท้องถิ่น ‘คูลฮี คาจา’ (kulhi kaajaa – แปลได้ว่า ขนมเผ็ด) ซึ่งเป็นแผ่นแป้งทอดผสมปลาและเครื่องเทศ หลังจากนาซานำเจ้าคูลฮี คาจา มาให้ชิม ก็เกิดติดใจจนเหมาขนมชนิดนี้ในร้านค้ากลับมาฝากครอบครัวและคนที่ออฟฟิศ
ในคืนเดียวกันนั้น ซานี ซิมาดฮ์ สมาชิกกลุ่มเยาวชนประจำยูนิเซฟมัลดีฟส์ ยังพาเราเดินไปยังชายหาดเทียมเล็ก ๆ ใกล้มัสยิด King Salman ถึงจะอยู่ในเขตเมืองพลุกพล่าน แต่น้ำทะเลบนหาดแห่งนี้ยังคงใส และสัมผัสความสงบบางอย่างได้ จากหาดนี้ ยังสามารถมองเห็นวิวของสะพาน Sinemale และสนามบินนานาชาติ Velana โฉมใหม่ที่ส่องแสงสว่างจากอีกฟากฝั่งได้อีกด้วย
ชายคนหนึ่งกำลังนั่งไถโทรศัพท์ที่หาดเทียม (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
ทั้งนี้ พวกเราบังเอิญเจอขบวนประท้วงขบวนหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวพอดี ทราบมาว่า การประท้วงครั้งนี้มีสาเหตุจากการสั่งแบนสารคดีเรื่องหนึ่งและการดำเนินคดีกับนักข่าวที่เกี่ยวข้อง สารคดีเรื่องดังกล่าวอ้างว่า ผู้นำของมัลดีฟส์มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับทีมงานของตัวเอง การเคลื่อนไหวเช่นนี้คงไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นกันได้บ่อย ๆ ในเมืองหลวงแห่งนี้ครับ
การประท้วงในมัลดีฟส์ที่ผู้เขียนบังเอิญเจอพอดี (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
มัลดีฟส์ การพัฒนา และการรับมือภาวะโลกรวน
อีกคืนหนึ่ง พวกเรานั่งรถเมล์ไปกินอาหารจีนที่ฮูลูมาเล (Hulhumalé) ซึ่งยังคงอยู่ในเขตเมืองหลวง ถึงจะเต็มไปด้วยผู้คน มอเตอร์ไซค์ และอาคารที่อยู่อาศัย แต่แวดล้อมโดยรวมของฮูลูมาเลนั้นกว้างขวางและโมเดิร์นกว่าในตัวเมืองมาเลอย่างมาก
หากดูประวัติการพัฒนาเมือง ฮูลูมาเลเป็นโครงการถมทะเลที่เริ่มต้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ปัจจุบันมีอยู่ 2 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ 4.28 ล้านตารางเมตร อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2 เมตร และคาดว่าสามารถรองรับประชากรได้เกือบ 350,000 คน ด้วยชื่อเล่น “เกาะแห่งความหวัง” ฮูลูมาเลสะท้อนความพยายามของมัลดีฟส์ในการ “ทวงคืนแผ่นดิน” ก่อนที่เกาะหลายแห่งจะจมหายไป
บรรยากาศของฮูลูมาเล ที่แตกต่างจากมาเลพอสมควร (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
ประมาณการกันว่า ทุกปี ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดียสูงขึ้น 3-4 มิลลิเมตร ภายในปี 2593 เกาะที่ราบต่ำในมัลดีฟส์จะไม่สามารถอยู่อาศัยได้ และเมื่อถึงปี 2643 ระดับน้ำทะเลอาจหนุนสูงขึ้น 0.5-1 เมตร นี่จะทำให้มัลดีฟส์ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกรวนก่อนเป็นประเทศแรก ๆ เคยมีข่าวในอดีตอยู่ครับว่า มัลดีฟส์อาจซื้อที่ดินในศรีลังกา อินเดีย หรือออสเตรเลียไว้เป็นหลักประกัน แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ การถมทะเลจะเป็นคำตอบในการรับมือปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงของมัลดีฟส์
คูดากิรี (Kudagiri) เกาะถมทะเลที่เป็นสถานที่สันทนาการของชาวมัลดีฟส์ (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
ในฐานะคนมัลดีฟส์คนหนึ่ง อาเหม็ด ชาคีบ กรรมการผู้จัดการของ Public Media Service (PMS) มองว่า ภาวะโลกรวนนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่สุดในมัลดีฟส์ “ผมคิดว่าถ้าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ก็จะมีผลกระทบกับเราครับ เพราะแผ่นดิน [ส่วนใหญ่] อยู่เหนือระดับน้ำทะเลไม่ถึง 1 เมตร ดังนั้น ถ้าน้ำทะเลสูงขึ้น 1 นิ้ว.. 2.. 3.. หรือ 4 นิ้ว สภาพอากาศเปลี่ยน คลื่นสูงขึ้น มันก็จะส่งผลเสียต่อเราได้ครับ” เขากล่าว
ขณะเดียวกัน ภาวะประชากรล้นเมืองก็นำไปสู่การสร้างพื้นที่ถมทะเลแห่งใหม่ ๆ ขึ้นมา อย่างเช่นราสมาเล (Ras Malé) ทางตอนใต้ของมาเล ซึ่งจะใหญ่กว่าฮูลูมาเลเกือบ 3 เท่า และเป็นโครงการถมทะเลที่ใหญ่ที่สุดของมัลดีฟส์
อาเหม็ด ชาคีบ กรรมการผู้จัดการของ Public Media Service (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
การถมทะเลขึ้นมาสักครั้งย่อมเกิดข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชาคีบกล่าวว่า ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองข้ามละเลยไป “เมื่อเราจะทำโครงการแบบนี้ เราประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และพยายามจำกัดผลกระทบด้านลบครับ” เขาตอบข้อสงสัยของแจ๊กกี มานาบัต สื่อจากฟิลิปปินส์ที่นั่งสนทนาด้วย “การถมทะเลมีผลกระทบครับ แต่การทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การปลูกเพาะปะการังนั้น – ถ้าให้ผมพูด – ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามฟื้นฟู ให้สิ่งที่เสียไปได้กลับคืนมาครับ”
การปลูกปะการัง เป็นแนวทางหนึ่งที่มัลดีฟส์ใช้ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนสงสัยคือ ชาวมัลดีฟส์ “ต่อต้าน” นักท่องเที่ยวบ้างหรือเปล่า เพราะในปัจจุบัน คนท้องถิ่นในเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งไม่พอใจต่อนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยอะเกินไป จนทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นและเบียดบังทรัพยากรชุมชน
“ไม่ครับ การท่องเที่ยวเป็นจุดขายหลักเลยนะ และเราน่าจะเป็นประเทศเดียว – หรือไม่กี่ที่บนโลก – ที่มี [อุตสาหกรรมท่องเที่ยว] แบบนี้ คือ นักท่องเที่ยวจะไปพักที่เกาะส่วนตัว [ทำให้] นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นไม่ได้อยู่รวมกัน [แบบในเมืองใหญ่อื่น ๆ] เราเลยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครับ” ชาคีบกล่าว
ความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามแรงลม อาจเป็นปรัชญาชีวิตที่สำคัญที่สุดของชาวมัลดีฟส์ (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
นอกจากจะได้สัมผัสแสงแดด คลื่นลม และน้ำทะเลเย็น ๆ (และทำงาน) ทริปครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนเห็นว่า แม้แต่สรวงสวรรค์บนดินอย่างมัลดีฟส์ก็ต้องเผชิญความท้าทายหลายอย่าง กระนั้นก็ดี ชีวิตชีวา ความยืดหยุ่น และความตระหนักรู้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้คนบนประเทศหมู่เกาะแห่งนี้ฝ่าฟันมรสุมต่าง ๆ ไปได้ มัลดีฟส์จึงไม่ได้มีแค่ความสวยงามทางธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนความงดงามของชีวิตด้วยเช่นกัน และความงามทั้ง 2 ประการก็ควรค่าแก่การรักษาไม่ให้สูญหายไปกับกระแสธารของภาวะโลกรวน
นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันเหมือนในเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ (ภาพ: พีรชัย พสุทันท์)
โฆษณา