2 มิ.ย. เวลา 07:14 • การตลาด

เลือก พัดลมดูดอากาศ ยังไงให้เหมาะกับขนาดห้อง?

เคยไหมครับ กี่นิ้วดี? คำถามนี่จะอยู่ในหัวเวลาเลือก พัดลมดูดอากาศ ซึ่งก็ไม่ผิดครับ เพราะขนาดนิ้วเห็นง่าย จำง่าย และร้านค้าส่วนใหญ่ก็แยกสินค้าตามขนาดใบพัดอยู่แล้ว
แต่ถ้าเลือกจากขนาดนิ้วอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะห้องแต่ละห้องต่างกันในหลายเรื่อง ทั้งความสูงเพดาน กลิ่น ความชื้น ความร้อน จำนวนคนใช้งาน มีหน้าต่างหรือไม่ ท่อลมยาวแค่ไหน และต้องระบายอากาศเร็วแค่ไหน ห้องเล็กที่ปิดทึบ ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นบ่อย มีไอน้ำสะสม อาจต้องพัดลมแรงกว่าห้องขนาดใกล้เคียงที่มีหน้าต่างระบายได้ดี ในทางกลับกัน ห้องที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยแต่ลมเข้าออกดีอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องแรงมากก็ได้
ในบทความนี้จะพาดูแบบเข้าใจง่ายว่าถ้าจะเลือก พัดลมดูดอากาศ ให้เหมาะกับขนาดห้อง ต้องดูอะไรบ้าง เริ่มคิดจากตรงไหน และมีจุดไหนที่คนมักพลาดก่อนซื้อครับ
ทำไมขนาดห้องถึงสำคัญกับการเลือก พัดลมดูดอากาศ?
พัดลมดูดอากาศ ต้องดึงอากาศเก่าออกแล้วให้อากาศใหม่ไหลเข้ามาแทน ถ้าห้องมีปริมาณอากาศมาก พัดลมก็ต้องใช้แรงและเวลามากขึ้นในการระบายให้ทัน ห้องน้ำเล็ก 1.5 x 2 เมตร กับห้องครัว 4 x 5 เมตร มีปริมาณอากาศต่างกันมาก ต่อให้ติดพัดลมเหมือนกัน ความต้องการระบายอากาศก็ไม่เท่ากันแน่นอน ถ้าเลือก พัดลมดูดอากาศ เล็กเกินไป มักเกิดอาการเหล่านี้
  • ห้องยังอับแม้เปิดพัดลมแล้ว
  • กลิ่นอาหารหรือกลิ่นอับยังค้างในห้อง
  • ไอน้ำในห้องน้ำระบายช้า
  • ต้องเปิดพัดลมนานกว่าปกติ
  • ความชื้นสะสมจนเกิดคราบราได้ง่าย
  • พัดลมหมุนแต่รู้สึกว่าแทบไม่ดูด
แต่พัดลมแรงเกินไปก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีเสมอ เพราะอาจเสียงดัง ดูดอากาศเย็นจากแอร์ออกเร็วเกินไป หรือทำให้ลมย้อนจากช่องอื่นเข้ามาแทน การเลือกพัดลมดูดอากาศที่ดีจึงไม่ใช่เลือกตัวใหญ่ที่สุด แต่คือเลือกให้พอดีกับขนาดห้องและปัญหาของห้องนั้น ๆ ครับ
อย่าดูแค่ กี่นิ้ว ต้องดู ปริมาณลม ด้วย
หลายคนถามว่า "ห้องนี้ใช้ พัดลมดูดอากาศ กี่นิ้วดี?" คำถามนี้ตอบได้คร่าว ๆ แต่ยังไม่ละเอียดพอ เพราะขนาดนิ้วบอกแค่ขนาดใบพัดหรือช่องติดตั้ง ไม่ได้บอกประสิทธิภาพทั้งหมด ตัวเลขที่ควรดูควบคู่กันคือ CFM หรือปริมาณลม ซึ่งย่อมาจาก Cubic Feet per Minute หมายถึงปริมาณอากาศที่พัดลมเคลื่อนย้ายได้ใน 1 นาที ยิ่ง CFM สูง ยิ่งระบายอากาศได้มากขึ้นในเวลาเท่ากัน
แต่ CFM เป็นแค่ค่าช่วยเปรียบเทียบสินค้า ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ตัดสินทุกอย่าง เพราะเมื่อติดตั้งจริงแรงดูดอาจลดลงจากหลายสาเหตุ เช่น ท่อยาว ข้องอเยอะ ช่องลมออกแคบ ฝุ่นเกาะตะแกรง หรือไม่มีช่องให้อากาศใหม่ไหลเข้ามาแทน
จำง่าย ๆ คือ ขนาดนิ้ว = บอกว่าพัดลมตัวใหญ่แค่ไหน CFM = บอกว่าพัดลมระบายอากาศได้มากแค่ไหน ถ้าจะเลือกให้เหมาะกับขนาดห้อง ควรดูทั้งสองอย่างคู่กันครับ
ขั้นแรก วัดขนาดห้องก่อน
ก่อนเลือก พัดลมดูดอากาศ ต้องรู้ปริมาตรห้อง ไม่ใช่แค่พื้นที่พื้น เพราะห้องที่เพดานสูงกว่า มีอากาศมากกว่า ต้องการพัดลมที่ดูดลมได้มากขึ้นด้วย วัดแค่ 3 ค่า แล้วคำนวณได้เลย ปริมาตรห้อง = กว้าง × ยาว × สูง
  • ห้องน้ำ 2×2×2.5 ม. → ปริมาตร 10 ลบ.ม.
  • ห้องครัว 3×4×2.6 ม. → ปริมาตร 31.2 ลบ.ม.
ห้องครัวมีอากาศมากกว่าเกือบ 3 เท่า ถ้าใช้พัดลมรุ่นใกล้เคียงกัน ห้องน้ำอาจระบายได้ดี แต่ห้องครัวอาจระบายไม่ทัน
ห้องเล็กไม่ได้แปลว่าใช้ พัดลมดูดอากาศ เล็กเสมอไป
หลายคนเข้าใจผิดว่าห้องเล็กต้องใช้ พัดลมดูดอากาศ เล็ก แต่จริง ๆ แล้ว "สภาพห้อง" สำคัญกว่าขนาดตัวอย่าง ห้องน้ำคอนโดขนาดเล็ก ไม่มีหน้าต่าง ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นทุกวัน → ความชื้นสูงมาก ถ้าพัดลมดูดแรงไม่พอ กระจกเป็นฝ้า ผนังชื้น ยาแนวดำเร็ว ห้องเก็บของที่ปิดตลอด → กลิ่นอับสะสมง่าย แม้ห้องจะเล็กแต่ก็ต้องการการระบายอากาศที่ดีพอ ดังนั้นเวลาเลือกพัดลมดูดอากาศ อย่าดูแค่ “ห้องเล็กหรือใหญ่” แต่ให้ถามเพิ่มว่า
  • ห้องนี้ปิดทึบไหม?
  • มีหน้าต่างหรือช่องลมไหม?
  • มีความชื้นสูงไหม?
  • มีกลิ่นสะสมไหม?
  • ใช้งานบ่อยแค่ไหน?
  • ต้องการระบายอากาศเร็วหรือแค่พอถ่ายเท?
ห้องใหญ่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องใช้พัดลมตัวเดียวใหญ่ ๆ เสมอไป
ในห้องขนาดใหญ่ หลายคนคิดว่าต้องใช้ พัดลมดูดอากาศ ตัวใหญ่ที่สุดตัวเดียว แต่ความจริงบางกรณี การใช้พัดลมหลายจุดอาจทำงานได้ดีกว่า โดยเฉพาะห้องที่มีพื้นที่ยาว มีหลายมุม หรือมีแหล่งกำเนิดกลิ่นหลายตำแหน่ง เช่น ห้องครัวที่มีโซนเตาอยู่มุมหนึ่ง โซนล้างจานอยู่อีกมุมหนึ่ง หรือห้องซักล้างที่มีทั้งเครื่องซักผ้า อ่างล้าง และพื้นที่ตากผ้า ถ้าติด พัดลมดูดอากาศ ตัวเดียวไว้ผิดตำแหน่ง อาจดูดอากาศแค่บางส่วน แต่กลิ่นหรือความชื้นอีกมุมหนึ่งยังค้างอยู่
ในกรณีนี้ อาจต้องพิจารณาเรื่องตำแหน่งลมเข้าและลมออกมากกว่าการเพิ่มขนาดพัดลมเพียงอย่างเดียว เพราะเป้าหมายคือทำให้อากาศไหลผ่านพื้นที่ที่มีปัญหา แล้วระบายออกไปนอกห้องจริง ๆ หลักคิดง่าย ๆ คือ อย่าให้ พัดลมดูดอากาศ ดูดเฉพาะอากาศใกล้ตัวเอง แต่ควรวางตำแหน่งให้ลมไหลผ่านพื้นที่ใช้งานจริง
ถ้าห้องใหญ่แต่ผังห้องเปิดโล่ง การใช้พัดลมดูดอากาศตัวเดียวที่ CFM เพียงพออาจใช้งานได้ แต่ถ้าห้องมีซอก มีมุม มีพาร์ทิชัน หรือมีแหล่งความชื้นหลายจุด ควรคิดเรื่องการกระจายจุดระบายอากาศร่วมด้วยครับ
ใช้สูตรคำนวณคร่าว ๆ เพื่อเลือก พัดลมดูดอากาศ
หลักการนี้เรียกว่า Air Changes per Hour หรือ ACH หมายถึง จำนวนรอบที่อากาศในห้องถูกเปลี่ยนภายใน 1 ชั่วโมง สูตรโดยประมาณคือ ปริมาณลมที่ต้องใช้ = ปริมาตรห้อง x จำนวนรอบการเปลี่ยนอากาศต่อชั่วโมง
ถ้าต้องการแปลงเป็น CFM จะต้องแปลงหน่วยและหารด้วย 60 แต่สำหรับคนทั่วไป อาจจำหลักคิดง่าย ๆ แบบนี้ก่อนก็ได้ครับ
  • ห้องทั่วไป ต้องการการระบายอากาศไม่มาก
  • ห้องน้ำ ต้องการมากขึ้น เพราะมีความชื้นและกลิ่น
  • ห้องครัว ต้องการมากขึ้นอีก เพราะมีควัน กลิ่น ความร้อน และไอน้ำมัน
  • ห้องปิดไม่มีหน้าต่าง ควรเผื่อมากกว่าห้องที่มีช่องลมธรรมชาติ
ตัวอย่างแบบง่าย ห้องน้ำขนาด 2 x 2 x 2.5 เมตร มีปริมาตร 10 ลูกบาศก์เมตร ถ้าต้องการให้อากาศเปลี่ยนประมาณ 8–10 รอบต่อชั่วโมง ก็ต้องใช้พัดลมดูดอากาศที่ระบายอากาศได้มากพอสำหรับปริมาตรนี้ และควรเผื่อแรงตกจากการติดตั้งจริงอีกเล็กน้อย
ถ้าไม่อยากคำนวณละเอียด อย่างน้อยให้ใช้หลักนี้ครับ: ห้องยิ่งใหญ่ ยิ่งปิดทึบ ยิ่งชื้น ยิ่งมีกลิ่น ยิ่งควรเลือก CFM สูงขึ้น
ตำแหน่งติดตั้งสำคัญพอ ๆ กับขนาด พัดลมดูดอากาศ
ต่อให้เลือก พัดลมดูดอากาศ ได้เหมาะกับขนาดห้องแล้ว แต่ถ้าติดตั้งผิดตำแหน่ง ผลลัพธ์ก็อาจไม่ดีเท่าที่ควร เพราะอากาศจะไม่ไหลผ่านจุดที่มีปัญหาจริง หลักการง่าย ๆ คือ ควรติดพัดลมดูดอากาศในตำแหน่งที่ช่วยดึงอากาศเสียออกจากห้องได้ดีที่สุด เช่น
  • ห้องน้ำ ควรอยู่ใกล้โซนที่เกิดไอน้ำและกลิ่น
  • ห้องครัว ควรอยู่ใกล้จุดเกิดกลิ่น ความร้อน หรือควัน
  • ห้องเก็บของ ควรอยู่ด้านที่ช่วยดึงอากาศผ่านห้อง
  • ห้องปิด ควรวางให้เกิดทิศทางลมเข้าและลมออกที่เหมาะสม
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ ติดพัดลมดูดอากาศใกล้ช่องลมเข้ามากเกินไป เพราะลมใหม่อาจถูกดูดออกทันทีโดยยังไม่ได้ไหลผ่านพื้นที่ใช้งานจริง แบบนี้ห้องส่วนอื่นอาจยังอับอยู่เหมือนเดิม พูดง่าย ๆ คือ ต้องทำให้ลม “เดินทางผ่านห้อง” ไม่ใช่แค่เข้ามาแล้วออกไปสั้น ๆ ครับ
เลือก พัดลมดูดอากาศ ติดผนัง ติดเพดาน หรือติดกระจกดี?
  • แบบติดผนัง เหมาะกับห้องที่มีผนังติดภายนอก สามารถระบายอากาศออกนอกบ้านได้โดยตรง ข้อดีคือทางลมสั้น ติดตั้งไม่ซับซ้อน และแรงดูดมักไม่เสียไปกับท่อยาวมากนัก เหมาะกับห้องน้ำ ห้องครัว ห้องเก็บของ และพื้นที่ทั่วไป
  • แบบติดเพดาน เหมาะกับห้องที่ไม่สามารถเจาะผนังออกนอกอาคารได้ หรือบ้านที่ต้องการซ่อนตัวพัดลมไว้บนฝ้า มักต้องต่อท่อระบายอากาศออกไปยังภายนอก ข้อดีคือดูเรียบร้อย แต่ต้องใส่ใจเรื่องท่อลมมากขึ้น เพราะถ้าท่อยาวหรือหักงอมาก แรงดูดอาจลดลง
  • แบบติดกระจก เหมาะกับพื้นที่ที่มีช่องกระจกและต้องการติดตั้งแบบไม่เจาะผนังปูนมาก เช่น ห้องน้ำบางแบบ ร้านค้า หรือพื้นที่ที่มีช่องกระจกเดิม ข้อดีคือติดตั้งง่ายในบางกรณี แต่ต้องดูขนาดช่องกระจก ความแข็งแรง และความเหมาะสมของรุ่นพัดลม
การเลือกแบบไหนดีที่สุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวพัดลมอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างห้องและทางที่อากาศจะถูกระบายออกไปครับ
สรุป
พัดลมดูดอากาศ ที่ดีที่สุด ไม่ใช่ตัวที่ใหญ่หรือแรงที่สุด แต่คือตัวที่ครบทุกข้อนี้
  • เหมาะกับขนาดและปัญหาของห้อง
  • ติดตั้งถูกตำแหน่ง มีช่องลมเข้าพอเพียง
  • ใช้งานแล้วอยากเปิดจริง
เลือกได้ถูกต้อง ห้องก็อับน้อยลง กลิ่นลดลง ความชื้นสะสมน้อยลง คุ้มค่ากว่าเดาสุ่มมาก
เลือก พัดลมดูดอากาศ ด้านล่างนี้
โฆษณา