5 มิ.ย. เวลา 00:00 • ไลฟ์สไตล์

100 ข้อคิดจากหนังสือ TOOLS OF TITANS

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง โครตหนาเลยเกือบ 1,000 หน้า หนังสือนี้มีชื่อว่า “TOOLS OF TITANS” ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องมือและแนวคิดจากบุคคลระดับโลกนับร้อยกว่าคน จากการสัมภาษณ์ในรายการเดอะทิมเฟอร์ริสโชว์ (The Tim Ferriss Show) ของ Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เอง
ผมเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ในร้าน B2S แถวบ้านมาสักพัก ก็ยังไม่ได้สนใจอะไร ผมเองเคยซื้อผลงานสร้างชื่อของTim Ferriss มาแล้วกับหนังสือชื่อ The 4-Hour Workweek ทำน้อยแต่รวยมาก มาก่อน ตอนนั้นก็รู้สึกทึ่งกับแนวคิดประหลาดของคนๆ หนึ่ง ที่ชักชวนคนอู้งานกันเพื่อมาสร้างเนื้อสร้างตัวในธุรกิจออนไลน์ โดยใช้เวลาทำงานกันไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
TOOLS OF TITANS ตีพิมพ์ที่ต่างประเทศมานานแล้วตั้งแต่ 2016 กว่าจะมีในไทยก็เกือบสิบปีต่อมา
สุดท้ายผมก็ตัดสินใจซื้อมาอ่านจนได้ จากการหยั่งกระแสของนักอ่านที่นำมาป้ายยากันในโซเชียล เมื่ออ่านดูก็ไม่ผิดหวังกับสิ่งที่ได้ในภาพรวม แต่ไม่ถึงกับยอดเยี่ยมทุกส่วนของหนังสือ เพราะเนื้อหาในหนังสือเป็นความเห็นของผู้ร่วมรายการ อาจถูกใจบ้าง ขัดใจบ้าง เป็นธรรมดา เนื้อหาบางส่วนก็กระตุ้นความคิดได้ดีเลย
ยกตัวอย่างคนดังที่ปรากฎในหนังสือ
ARNOLD SCHWARZENEGGER (อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์) คนเหล็กใน The Terminator และอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย
TONY ROBBINS (โทนี ร็อบบิน) โค้ชด้านการพัฒนาศักยภาพและผู้แต่งหนังสือขายดีระดับโลกมากมาย
PETER THIEL (ปีเตอร์ ธีล) หนึ่งในมาเฟียเพพาล (PayPal Mafia) เป็นนักลงทุนคนแรกของ Facebook และเป็นผู้เขียนหนังสือ “Zero to One” ซึ่งถือเป็นคัมภีร์ของเหล่า Start Up ทั่วโลก
หนังสือแบ่งเป็น 3 หมวดหลักเกี่ยวกับ สุขภาพ มั่งคั่ง และรอบรู้
ผมขอรวมรวบข้อคิดหลักเฉพาะหมวดความมั่งคั่ง (Wealth) มานำเสนอไว้สัก 100 ข้อสั้นๆ ที่ดูว่าน่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่าน เหตุที่เลือกเฉพาะะหมวดความมั่งคั่ง ผมมองว่าหมวดสุขภาพเป็นการพูดถึงการใช้ยาและวิธีบำบัดต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจไม่เหมาะกับสังคมไทย ส่วนหมวดการรอบรู้ก็มีประโยชน์น่าสนใจมาก แต่เพื่อไม่ให้พื้นที่นำเสนอยาวมากเกินไป จึงขอตัดมาเฉพาะหมวดความมั่งคั่ง (Wealth) เท่านั้นครับ
สรุป 100 ข้อคิดทางธุรกิจจากหมวด Wealth ที่นำไปปรับใช้ได้จริง แบ่งเป็น 5 หมวดหมู่ย่อย เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจครับ:
หมวดที่ 1: กรอบความคิดและการตั้งเป้าหมาย (Mindset & Goal Setting)
1. ระบบดีกว่าเป้าหมาย (Systems over Goals): เป้าหมายมีไว้พุ่งชนแล้วก็จบไป แต่ระบบที่ดี (เช่น การพัฒนาทักษะทุกวัน) จะสร้างความสำเร็จระยะยาว (แนวคิดของ Scott Adams)
2. ทำไมถึงทำแผน 10 ปีให้เสร็จใน 6 เดือนไม่ได้?: การตั้งคำถามนี้กับตัวเองจะบังคับให้คุณคิดนอกกรอบ และหาวิธีการที่ก้าวกระโดด (แนวคิดของ Peter Thiel)
3. ถ้าไม่รู้สึกว่า "เอาด้วยโว้ย!" (Hell Yeah!) ก็จงปฏิเสธไป: หากมีโอกาสเข้ามาแล้วคุณไม่รู้สึกตื่นเต้นกับมันแบบสุดๆ ให้เซย์โน เพื่อเก็บเวลาไว้ทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ (แนวคิดของ Derek Sivers)
4. ทักษะที่หลากหลาย (Skill Stacking): ทุนนิยมให้รางวัลกับคนที่นำทักษะระดับกลางๆ หลายอย่างมารวมกันจนเป็นเอกลักษณ์ มากกว่าการเป็นที่หนึ่งในโลกแค่เรื่องเดียว
5. เป็นตัวของตัวเองให้สุดทาง: ความแปลกประหลาดและความเป็นตัวเอง คือจุดขายที่คู่แข่งลอกเลียนแบบไม่ได้ (แนวคิดของ Chris Sacca)
6. ผู้นำคือผู้คาดการณ์ ผู้แพ้คือผู้ตอบสนอง: อย่ารอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ แต่จงมองข้ามช็อตไปในอนาคต (แนวคิดของ Tony Robbins)
7. ไอเดียมีราคาถูก การลงมือทำคือของจริง: ไอเดียพันล้านไม่มีค่าอะไรเลยหากไม่ถูกนำมาทำให้เกิดขึ้นจริง
8. เล่นเกมบุก อย่ามัวแต่เล่นเกมรับ: โฟกัสไปที่สิ่งที่คุณควบคุมได้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ดีกว่าเอาแต่ตอบโต้อีเมลหรือปัญหาของคนอื่น
1
9. เลิกสนใจข่าวสารรายวัน: ข่าวส่วนใหญ่สร้างความตื่นตระหนกและทำลายสมาธิ ให้รับรู้เฉพาะสิ่งที่มีผลกระทบกับเป้าหมาย (แนวคิดของ Marc Andreessen)
10. มาตรฐานของคนทั่วไปคือสำหรับคนโง่เขลา: อย่าให้ความเร็วของคนส่วนใหญ่มากำหนดว่าคุณสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เร็วแค่ไหน
11. สร้างข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Advantage): หาให้เจอว่าคุณมีต้นทุน ความรู้ หรือเครือข่ายอะไรที่คนอื่นไม่มี
12. ความกล้าหาญสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ: ธุรกิจที่เติบโตคือธุรกิจที่กล้าตัดสินใจในภาวะที่มีข้อมูลไม่ครบ 100%
13. จงตั้งคำถามที่คนอื่นไม่กล้าถาม: นวัตกรรมมักเกิดจากคำถามที่ดูเหมือนจะโง่เขลาในตอนแรก
14. ให้ความสำคัญกับความเร็วในระยะสั้น และความอดทนในระยะยาว (Micro-speed, Macro-patience): ทำงานแต่ละวันให้เร็วที่สุด แต่ต้องอดทนรอคอยผลลัพธ์ที่จะเกิดในอีกหลายปี (แนวคิดของ Gary Vaynerchuk)
15. อย่าแข่งในเกมของคนอื่น: หากคุณไม่สามารถชนะในกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ จงสร้างเกมใหม่ที่คุณเป็นผู้กำหนดกฎเอง
16. จงโง่ในเรื่องที่ไม่สำคัญ: ปล่อยวางเรื่องจุกจิกเพื่อรักษาพลังสมองไว้ใช้กับเรื่องที่มีผลกระทบสูง
17. สิ่งที่วัดผลได้ คือสิ่งที่พัฒนาได้: คุณไม่สามารถบริหารสิ่งที่คุณไม่มีตัวเลขชี้วัดได้
18. การลงทุนในตัวเองคือผลตอบแทนที่ดีที่สุด: ความรู้และทักษะของคุณคือสินทรัพย์ที่ไม่มีใครแย่งไปได้
19. ทำเรื่องที่คนอื่นมองว่า "เป็นไปไม่ได้" (Do what you can't): กฎเกณฑ์ส่วนใหญ่บนโลกถูกตั้งขึ้นมาโดยคนที่ไม่ได้ฉลาดไปกว่าคุณ (แนวคิดของ Casey Neistat)
20. สร้างนิสัยเผชิญหน้ากับความกลัว: เช่น การขอลดราคากาแฟ 10% (Coffee Challenge) เพื่อฝึกฝนให้ชินกับการถูกปฏิเสธ (แนวคิดของ Noah Kagan)
หมวดที่ 2: ประสิทธิภาพและการทำงาน (Productivity & Execution)
21. ชนะยามเช้า เพื่อชนะทั้งวัน: กิจวัตรยามเช้าที่ดี (เช่น สมาธิ, ออกกำลังกาย, วางแผน) จะเซ็ตโทนให้วันนั้นเป็นวันที่ทรงพลัง
22. จัดการกับงานที่ยากที่สุดเป็นสิ่งแรก (Eat the frog): อย่าผลัดวันประกันพรุ่งกับงานที่สำคัญที่สุดของวัน
23. ทักษะการเขียนคือทักษะทำเงินที่ทรงพลังที่สุด: การเขียนโปรแกรม, การเขียน Copywriting, การเขียนอีเมลที่โน้มน้าวใจได้ คือทักษะพื้นฐานของคนสำเร็จ (แนวคิดของ Matt Mullenweg)
24. ปฏิเสธการประชุมที่ไม่มีวาระ: การประชุมคือสิ่งที่ฆ่าเวลาทำงานเชิงลึก (Deep Work) มากที่สุด
25. ฝึกฝนซ้ำๆ (Reps, Reps, Reps): ไม่มีความสำเร็จใดปราศจากการทำซ้ำอย่างมีวินัย (แนวคิดของ Arnold Schwarzenegger)
26. ใช้กฎ 80/20 (Pareto Principle): 80% ของรายได้มักมาจาก 20% ของลูกค้า จงโฟกัสให้ถูกจุด
27. การทำงานหนักไม่ได้แปลว่าทำงานฉลาด: อย่าสับสนระหว่าง "ความยุ่ง" กับ "ผลงาน"
28. พักผ่อนคืออาวุธลับ: การนอนหลับ 8 ชั่วโมงไม่ใช่เรื่องของคนขี้เกียจ แต่คือการชาร์จพลังเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคม
29. ระบบอัตโนมัติ (Automation) คือเพื่อนแท้: งานใดที่ทำซ้ำๆ ให้ใช้ซอฟต์แวร์หรือจ้างคนอื่นทำแทน
30. กฎ 70%: ถ้ามีข้อมูลถึง 70% แล้ว ให้ตัดสินใจเลย หากรอจนครบ 100% มันจะช้าเกินไป
31. เช็คอีเมลและข้อความแจ้งเตือนเป็นเวลา: อย่าให้ Inbox ของคนอื่นมากำหนดตารางเวลาของคุณ
32. จ้างคนที่เก่งกว่าคุณ: อย่ากลัวที่ลูกน้องจะฉลาดกว่า แต่จงภูมิใจที่คุณดึงดูดคนเก่งๆ มาได้
33. สมาธิคือสินทรัพย์ที่หายากที่สุด: ในยุคที่สิ่งรบกวนมีอยู่ทุกที่ คนที่จดจ่อได้นานกว่าคือผู้ชนะ
34. อย่าตอบตกลงเพียงเพราะเกรงใจ: คำว่า "ไม่" คือเครื่องมือถนอมเวลาที่ดีที่สุดของคุณ
35. จดไอเดียทันที: สมองมีไว้เพื่อคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มีไว้เพื่อจำ
36. จดจ่อกับงานเชิงลึก (Deep Work): จัดเวลาบล็อกไว้ 2-4 ชั่วโมงเพื่อทำงานที่ไม่ให้มีสิ่งรบกวนเด็ดขาด
37. เลิกเสพติดความสมบูรณ์แบบ: ปล่อยผลงานออกไป (Ship it!) แล้วค่อยไปปรับปรุงแก้ไขจาก Feedback (แนวคิดของ Seth Godin)
38. สร้างสภาวะลื่นไหล (Flow State): หาสภาพแวดล้อม เพลง หรือวิธีที่ทำให้คุณจมดิ่งลงไปในงานได้เร็วที่สุด
39. จ้างคนมาจัดการงานบ้าน: อะไรที่ซื้อเวลาคืนมาให้คุณไปหาเงินได้มากกว่า ควรกระทำ
40. ทำงานให้จบเป็นชิ้นๆ: การสลับงานไปมา (Multitasking) ทำให้สมองล้าและลดประสิทธิภาพลง 40%
หมวดที่ 3: สินค้า ลูกค้า และการตลาด (Product, Customers & Marketing)
41. สร้างสิ่งที่ผู้คนต้องการจริงๆ: ฟังดูง่าย แต่บริษัทส่วนใหญ่เจ๊งเพราะสร้างสิ่งที่ไม่มีใครอยากได้
42. สร้างฐานแฟนคลับพันธุ์แท้ 1,000 คน (1,000 True Fans): คุณไม่จำเป็นต้องให้คนทั้งโลกชอบคุณ แค่มีคน 1,000 คนที่พร้อมซื้อทุกอย่างที่คุณทำก็พอแล้ว (แนวคิดของ Kevin Kelly)
43. การเล่าเรื่องคือราชา (Storytelling is King): สินค้าที่สเปกดีกว่า มักจะแพ้สินค้าที่มีเรื่องราวที่จับใจผู้คน
44. คุยกับลูกค้าตั้งแต่วันแรก: อย่ามโนไปเองว่าลูกค้าชอบอะไร ให้ออกไปถามพวกเขาจริงๆ
45. เป็น "วัวสีม่วง" (Purple Cow): สินค้าของคุณต้องโดดเด่นและเป็นที่พูดถึงในตลาดที่น่าเบื่อ
46. ทดสอบก่อนสร้างจริง: ใช้ Landing Page หรือโฆษณาเล็กๆ เพื่อทดสอบตลาดก่อนลงทุนผลิตสินค้า
47. ดีไซน์ไม่ใช่แค่ความสวยงาม: แต่มันคือวิธีการทำงานและประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ (User Experience)
48. จงขายวิธีแก้ปัญหา ไม่ใช่ขายสินค้า: คนไม่ต้องการสว่าน พวกเขาต้องการรูบนผนัง
49. ทำให้ลูกค้าเก่ารู้สึกพิเศษ: การรักษาลูกค้าเก่าใช้ต้นทุนถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่เสมอ
50. ทำสิ่งที่ไม่สามารถขยายสเกลได้ในช่วงแรก (Do things that don't scale): เช่น การเขียนการ์ดขอบคุณด้วยลายมือให้ลูกค้า 100 คนแรก
51. แบรนด์คือสิ่งที่คนอื่นพูดถึงตอนคุณไม่อยู่: แบรนด์ไม่ใช่โลโก้ แต่คือความรู้สึกที่คุณทิ้งไว้ในใจผู้บริโภค
52. ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ลง (Mafia Offer): สร้างข้อเสนอที่คุ้มค่าจนลูกค้าต้องรู้สึกโง่หากไม่ตอบตกลง
53. การตลาดที่แท้จริงคือความจริงใจ: ผู้บริโภคยุคนี้มีเรดาร์จับคำโกหกได้ไวมาก
54. แจกคุณค่าฟรีก่อนเสมอ: การให้เนื้อหาหรือสินค้าทดลองฟรีแบบมีคุณภาพสูง จะสร้างความเชื่อใจ (Trust) ล่วงหน้า
55. หาจุดยืนที่ชัดเจน (Positioning): อย่าพยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน เลือกตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) แล้วครองตลาดนั้น
56. สร้างชุมชน (Community): ทำให้ลูกค้าเชื่อมโยงกันเอง แล้วแบรนด์ของคุณจะแข็งแกร่งขึ้นแบบทวีคูณ
57. เข้าใจหลักจิตวิทยาเบื้องหลังการซื้อ: คนเราซื้อมันด้วยอารมณ์ และหาเหตุผลมาสนับสนุนทีหลัง
58. ตั้งราคาที่ท้าทาย (Premium Pricing): อย่าแข่งกันลดราคาจนพังพินาศ จงแข่งกันเพิ่มคุณค่าให้สมกับราคาแพง
59. ทำให้สินค้าเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้: สินค้าที่ดีที่สุดจะเข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของผู้คน
60. ไม่มีคำว่า "เปิดตัวสมบูรณ์แบบ": ถ้าคุณไม่รู้สึกอายกับเวอร์ชันแรกของสินค้าคุณ แปลว่าคุณเปิดตัวช้าเกินไป (แนวคิดของ Reid Hoffman)
หมวดที่ 4: การเงิน การลงทุน และความมั่งคั่ง (Finance, Investing & Wealth Building)
61. พลังของผลตอบแทนทบต้น (Compound Interest): ใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่เงิน แต่รวมถึงความรู้ ความน่าเชื่อถือ และสายสัมพันธ์ (แนวคิดของ Naval Ravikant)
62. แยกเวลาของคุณออกจากรายได้ (Productize yourself): ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือการมีระบบ ธุรกิจ หรือการลงทุนที่ทำเงินให้คุณขณะที่คุณหลับ
63. การผูกขาด (Monopoly) คือเป้าหมาย: การแข่งขันคือสิ่งสำหรับคนแพ้ จงสร้างธุรกิจที่แตกต่างจนไม่มีคู่แข่ง
64. ลงทุนในสิ่งที่คุณรู้จริง: อย่าเอาเงินไปเสี่ยงกับโมเดลธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่คุณไม่เข้าใจ
65. พลังของความจน (Power of Broke): การเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่มีเงินทุน จะบีบคั้นให้คุณใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงสุด (แนวคิดของ Daymond John)
66. กระแสเงินสดคือเส้นเลือดใหญ่: ธุรกิจทำกำไรก็ตายได้ หากขาดกระแสเงินสดหมุนเวียน
67. ความมั่งคั่ง = อิสรภาพ: เงินไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่ความสามารถในการเลือกทำสิ่งที่อยากทำ เวลาไหน กับใครก็ได้ต่างหากคือความมั่งคั่ง
68. เป็นผู้สร้าง ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค: คนรวยผลิตสิ่งของและคอนเทนต์ให้คนทั่วไปบริโภค
69. กระจายความเสี่ยง (Diversification) อย่างชาญฉลาด: อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว
70. อย่าใช้อารมณ์ในการลงทุน: ความกลัวและความโลภคือกำแพงกั้นระหว่างคุณกับความมั่งคั่ง
71. หนี้มีทั้งดีและเลว: จงหลีกเลี่ยงหนี้บริโภค แต่ใช้หนี้ดีเพื่อสร้างคันงัด (Leverage) ให้ธุรกิจเติบโต
72. คุมค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs) ให้อยู่หมัด: ในช่วงเริ่มต้น ยิ่งธุรกิจตัวเบาเท่าไหร่ โอกาสรอดก็ยิ่งสูงขึ้น
73. จงหาแหล่งรายได้หลายทาง (Multiple streams of income): เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของโลก
74. ศิลปะแห่งการเจรจาต่อรอง: ทุกอย่างในธุรกิจเจรจาได้เสมอ ถ้าคุณรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจริงๆ
75. วิกฤตคือโอกาสที่ปลอมตัวมา: ช่วงเวลาที่คนอื่นตื่นตระหนก คือช่วงเวลาที่สินทรัพย์ราคาถูกที่สุด
1
76. การระดมทุน (Fundraising) คือกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่การขอเงิน: เลือกนักลงทุนที่สามารถให้เครือข่ายและคำแนะนำคุณได้ ไม่ใช่แค่ให้เงิน
77. คิดใหญ่ แต่เริ่มต้นให้เล็กและรอบคอบ: วางวิสัยทัศน์ไว้ให้ไกล แต่ลงมือทำและทดสอบแบบค่อยเป็นค่อยไป
78. ความโปร่งใสทางการเงิน: รู้ตัวเลขในบัญชีธุรกิจของคุณอยู่เสมอ อย่ารอให้บัญชีสรุปรายเดือน
79. อย่ารีบนำเงินก้อนแรกไปซื้อของฟุ่มเฟือย: นำกำไรกลับไปลงทุนต่อ (Reinvest) ในธุรกิจหรือการตลาดให้มันโตขึ้น
80. เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่เงินแก้ปัญหาที่จะทำให้คุณทุกข์ได้: จงตระหนักถึงมูลค่าที่แท้จริงของเงิน
หมวดที่ 5: เครือข่าย ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต (Network, Life & Entrepreneurship)
81. คุณคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด: อยากรวย อยากฉลาด ให้พาตัวเองไปอยู่ในวงล้อมของคนเหล่านั้น
82. เครือข่ายของคุณคือมูลค่ารวมของคุณ (Your Network is your Net Worth): โอกาสดีๆ ในธุรกิจมักมาจากการแนะนำของคนที่ไว้ใจกัน
83. ให้ก่อนรับ (Give Value First): จงสร้างคุณค่าและช่วยเหลือผู้อื่นก่อน โดยอย่าเพิ่งหวังผลตอบแทน
84. ความล้มเหลวคือวิชาบังคับ: มันไม่ใช่ฝั่งตรงข้ามของความสำเร็จ แต่เป็นขั้นบันไดสู่ความสำเร็จ
1
85. อย่าสนใจคำวิจารณ์ของคนที่ไม่ได้อยู่บนสังเวียน: รับฟังเฉพาะ Feedback จากลูกค้าและคนที่คุณนับถือ
86. เป็นคนที่รักษาคำพูด: ในโลกธุรกิจ ความน่าเชื่อถือ (Reputation) คือสิ่งที่คุณมีเพียงครั้งเดียว หากทำพังแล้วกู้คืนยากมาก
87. หา Mentor (ผู้ชี้แนะ): ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันส่วนตัว คุณสามารถเรียนรู้จากพวกเขาผ่านหนังสือและพอดแคสต์ได้
88. ความสัมพันธ์ในธุรกิจต้อง Win-Win เท่านั้น: ถ้าคุณได้เปรียบอยู่ฝ่ายเดียว ธุรกิจนั้นจะอยู่ได้ไม่นาน
89. โลกธุรกิจแคบกว่าที่คุณคิด: อย่าสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น เลิกรากับใครจงทำด้วยความสวยงาม
90. หาความสมดุลระหว่างความเด็ดขาดและความเมตตา: คุณเป็นเจ้านายที่เข้มงวดเรื่องงานได้ โดยที่ยังเป็นมนุษย์ที่มีความเห็นอกเห็นใจ
91. ชื่นชมทีมงานเมื่อสำเร็จ รับผิดชอบเมื่อล้มเหลว: นี่คือคุณสมบัติของผู้นำธุรกิจที่ใครๆ ก็อยากทำงานด้วย
92. ความอ่อนแอคือความกล้าหาญ: การกล้ายอมรับว่า "ฉันไม่รู้" หรือ "ฉันทำพลาด" จะสร้างความเชื่อใจในทีมได้มากกว่าการแสร้งทำเป็นเก่ง
93. จงมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าแค่เรื่องเงิน (Massive Transformative Purpose): ธุรกิจที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลก มักจะดึงดูดคนเก่งๆ มาร่วมงานได้เอง
94. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรล้มเลิก (Quit early): ถ้าโปรเจกต์ไหนไปไม่รอดจริงๆ จงล้มเลิกให้เร็ว เพื่อเอาเวลาไปทำสิ่งที่มีโอกาสรอด
95. อย่าลืมดูแลสุขภาพ: การสร้างธุรกิจจนรวยร้อยล้าน จะไม่มีความหมายเลยถ้าคุณต้องนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล
96. เป็นคนกระหายใคร่รู้ตลอดชีวิต (Stay hungry): ความรู้หมดอายุเร็วมากในยุคนี้ จงทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว
97. ทำธุรกิจให้สนุก: ความเครียดเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าคุณเกลียดสิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน นั่นคือสัญญาณอันตราย
1
98. ให้อภัยตัวเอง: คุณจะต้องทำพลาดแน่ๆ อย่ามัวแต่โทษตัวเอง ให้เรียนรู้และเดินหน้าต่อ
99. รู้จักพอเพียงในจิตใจ (Abundance Mindset): โลกนี้มีโอกาสและเงินทองมากมายพอสำหรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องอิจฉาความสำเร็จของใคร
100. วันที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจคือ "เมื่อวาน" วันที่ดีรองลงมาคือ "วันนี้" หยุดหาข้ออ้าง แล้วเริ่มลงมือทำทันที
ข้อดีอีกอย่างของหนังสือเล่มนี้คือ ทำให้เรารู้จักคนดังบางคนที่เราคาดไม่ถึงกับ อาชีพของเขา ความชำชาญของเขา และแนวคิดต่างๆ ของเขา
หนังสือเล่มนี้อ่านได้เพลินๆ เรื่อยๆ ครับไม่หนักมาก เหมือนเรานั่งฟังคนคุยกัน
แล้วพบกันอีกครับ
JohnWis
//***//
โฆษณา