4 มิ.ย. เวลา 05:20 • ความคิดเห็น
กาย เวทนา จิต ธรรม .
เรื่องราวที่จะเรียนได้ชัดเจน ก็เรื่องนำกาย มาฝึกหัดในรอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยืน เดิน นั่ง นอน จิตไม่นึกคิด อะไรทั้งนั้น .เอ..มันเป็นไปได้อย่างไร ไม่นึกคิดอะไรเลย นั่นก็ฝึกหัดทำดู . แล้วจิตเราจะแยก รู้จัก เรื่องราวขันธ์ห้า ชัดเจนขึ้น
เรื่องราวของจิต นั้น รองรับกายที่ เป็นเหมือน ภาชนะ ที่รองรับ ทุกข์ .ทุกข์กาย หิวโหย อ่อนเปลี้ย . กายมีอะไรเกิดขึ้น กายแก่เฒ่าชรา ก็ต้องรับสภาพ รับทุกข์
ในคำว่า จิตที่ อาศัยกาย .จิตของเราเป็นจิตน้อยๆ ยังไม่สามารถ ที่จะเห็น หรือว่า ทำจิตให้ขยับขยาย โตขึ้นมาได้ ..
หากว่า เราหมั่นเพียร สร้างบุญกุศลบารมี ขึ้นมา .ให้จิตเราขยับขยายขึ้น จิตมีกำลัง บังคับกาย ให้กายนิ่ง จิตก็นิ่ง มีเวทนา .อารมณ์อะไรเกิดขึ้น จิตก็สามารถนิ่งได้ เช่น ในการสวดมนต์ เราก็ เริ่มตั้งแต่ บอกตัวเอง จิตของข้าพเจ้า อาศัยอยู่ในกายบิดามารดา ข้าพเจ้า ขอนำกายบิดามารดา มากราบพระสวดมนต์
เมื่อเราสวดมนต์ เราเอาจิตเรามา สวดมนต์ อารมณ์นึกคิดอะไร ห่วงอะไร ตัดวางไปก่อน ไม่เอาอารมณ์มาสวดมนต์
การเอาจิตที่สวดมนต์ ก็จะสัมผัส กับธาตุทั้งสี่ กระจายออกมา ให้หูเราได้ยิน . เราสวดมนต์ บางครั้ง ก็เหมือนไม่มีกาย . เป็นเรื่องราวของการเอาจิทชต มาสวดมนต์ จิตก็มีสติอยู่ ปลายจมูกมสวดมนต์ เมื่อเรา สามารถ ทำได้ .ที่ว่าเอาจิตมาสวดมนต์ เราก็..จะค่อยมองเห็น ที่ว่า หัวเรือ ..มีอารมณ์ต่าๆ กระแสน้ำ อารมณ์ที่ค้างคา อารมณ์ที่มาจากใต้น้ำ จิตใต้สำนึก . ที่จะเข้ามาที ปะทะที่ศีรษะ หน้าตา ที่เสมือนหัวเรื่อ จะมีเวทนา ความเจ็บปวด เนื่องด้วยกระแสน้ำ กระแสลม ที่ลงมาที่หัวเรือ
การเอาจิตมาสวดมนต์ เสียงที่เปล่วออกไป ก็จะดังก้องกังวาล
เรื่องของการสวดมนต์ เราจิตมาสวด มันมีเรื่องราว การแยกรูปนาม แยกจิตออกจากอารมณ์กรรมอารมณ์นึกคิด เรื่องราวที่จะทำอย่างไร จิตจึงไม่ยึดทุกข์ แล้วเรารู้จักคำว่า ทุกข์นั้นจริงมันมันเป็นอย่างไร
เรื่องราวของอารมณ์นั้น มันมาสุขเวทนา ทุกขเวทนา .สุขที่ได้ เสพ . สมอารมณ์อยาก .อยากๆๆ พอเสพแลัว ก็อิ่ม .กายก็ฝืนต่อไปไม่ได้ มีอ่อนเปลี้ย ต้องพัก . เดี๋ยว ก็.อยากเกิดมาใหม่ อารมณ์อยากนั้น เอาทุกข์.เวทนา .ถูก ..หนามตำเท้า ก็เจ็บ บ่งหนามออก ก็ยังเจ็บ ต้องรอให้หาย
เราจะคัดหัวเรือ ไม่ไปตามกระแสน้ำ กายนิ่ง จิตนิ่ง . เรื่องราวที่ว่า จะบังคับหัวเรือ ต้องมีสติสัมปชัญญะ มีขันติเป็นบารมี เพราะกระแสน้ำ ที่ไหลมามันหนัก มันรุนแรง มีแสบมีร้อน อีกทั้งกาย ก็ค่อเรือ หากต่อมาด้วยคำว่า บุญกุศลบารมี ไม่เพียงพอ พร้อมด้วย สติปัญญา .ผจญโต้คลื่น ที่หัวเรือ .มันก็ทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้ จิตฝืนอารมณ์นึกคิดต่างไม่ได้ ก็ปล่อยกายปล่อยจิต ปล่อยไปตามอารมณ์ ที่เค้า ว่า ปล่อยเรือไปตามน้ำ พายเรือทวนน้ำไม่ได้เลย
หากเราเรียนรู้จักกายพายเรือ ทวนน้ำ ทวนกระแสอารมณ์กรรม ในกายนี้ . เค้าพายเรือทวนน้ำไปไหนกัน เค้าพายเรือไปหา ท่าบุญกุศลที่นั้น มีกายเป็นบุญ กายเทพยดาอินทร์พรหม ไปพักจิต .ที่ที่มีความสุข มีแต่ความสุข พอมนุษย์บุญ ที่ละลายไปเหมือนก้อนน้ำแข็ง ก็ลงมา อาศัยกายพ่อแม่เป็นมนุษย์ ลงมาพายเรือทวนน้ำต่อไป
. ก็ที่เค้าว่า จุติลงมาสร้างบุญกุศลไปทุกชาติ สะสมไปเรื่อยๆ จนบุญกุศลบารมีเต็ม ก็รอ ..รอพระอาทิตย์ เกิดจึ้นในโลก รอพระศรีอริยะ ลงมาจุติ ก็ตามท่านลงมาเกิดอาศัยกายมนุษย์ เดืนเข้าป่า ทิ้งเรื่องราวอารมณ์ขิงโลกทั้งหมด ไม่เอาใช้อีก ที่เค้าเรียกว่า หันหัวเรือ เจ้าสู่ดินแดนพระนิพพาน
เรื่องราวของทุกข์ ทุกข์ที่เวียนว่ายตายเกิด จิตเคยตกนรก เป็นเปรต อสุรกาย สัตว์โลก .จิตเรามันเวียนว่ายตายเกิด แต่เราก็รู้ทุกข์ ในนรก เปรตอสุรกาย ที่เราเคยไปอยู่ในสถานที่นั้นไม่ได้
หากจิตเรา จดจำได้ ใน ทุกข์ ที่เคย เข่น ตกนรก .ธรรม ท่านเปิดจิตให้รับรู้ สิ่งที่เคยไปสถานที่นั้น . เพียงแค่ สัมผัส เราก็ร้อง ดีดดิ้นทุรนทุราย แต่นั้นแหละ สิ่งเหล่านี้ เค้่าปกปิดให้เราลืม จดจำทุกข์ ของจิตตัวเอง ที่เคยตกนรกไม่ได้ มันก็เลยไม่กลัวนรก
เรื่อง ที่จะผ่านพ้นทุกข์ได้ จิตต้องมีขันติเป็นบารมี .เรื่องที่ว่า กายนิ่ง จิตนิ่ง .จิตไม่มีขันติ เป็นบารมี ทำไม่ได้เลย มีพระท่านชี้ ว่า ให้ฝึกหัดทำตรงนี้ .เมื่อทำไป ฝึกไป ทำได้ กายนิ่ง จิตนิ่ง ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาธรรม เกิดขึ้น ใจจิตของผู้ที่ทำได้ . แล้วก็จะเกิดสิ่งที่ว่า มีสติสัมปชัญญะ รู้จักกรรม ก็หนีกรรม มีสติสัมปชัญญะ รู้จักธรรม ก็สร้างบุญกุศลบารมี หนีเวรกรรมไปทุกภพทุกชาติ
เรื่องราวของสังขาร แนวทางการพิจารณา ขันธ์ห้า .รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ https://www.voxpop.com/posts/620e574ae75ebbcb9f659f83
โฆษณา