6 มิ.ย. เวลา 02:31 • ปรัชญา

ฉันอยากจากโลกนี้ไปแบบไหนกันนะ?

"หน้ากากนั่นน่ะ… มันมีไว้แค่ให้เราเอาตัวรอด“
ฝืนตัวตน ซ่อนความอ่อนไหว หรือแม้แต่ยอมเป็นคนในแบบที่คนอื่นคาดหวัง จนบางที เผลอใส่รักษามันไว้นานเกินไป...
นานจนเผลอลืมตัว ลืมเป็นตัวเองไปเลย
ฉันเคยทนอยู่กับความรู้สึกเหมือนไม่มีใครเห็นคุณค่าจริง ๆ มาตลอด แม้จะมีเหตุผลมากมายแค่ไหนก็ตาม
สุดท้ายแล้วเหมือนตัวเองต้องส่องแสงตามความคาดหวังของคนอื่นอยู่ดี มันจะเป็นแบบนั้นเสมอ แม้ว่าจะพยายามบอกว่าทำเพื่อให้ตัวเองก้าวหน้าก็ตาม..
แล้ววันหนึ่งฉันก็ตัดสินใจถอดมันทิ้ง
เรียนรู้ที่จะเชื่อใจตัวเอง
ในช่วงแรก ตัวฉันเองก็ยังรู้สึกไม่ชินหรอก เหมือนจะแปลกแยกอยู่บ้าง มันก็ไม่ชินเลยจริงๆนั้นแหละ
แต่มันก็ทำให้ฉันได้เจอคนที่พร้อมยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็น อาจจะมีอยู่แค่ไม่กี่คน แต่ก็รู้สึกถึงความจริงใจและมันกลับมีความหมายกว่าคนเยอะแยะที่เคยผ่านเข้ามาเมื่อก่อนซะอีก
ฉันเคยอ่านเจอประโยคนึงในกระทู้ออนไลน์ มันยังคงฝังใจจริง ๆ จนฉันอดที่จะหยิบมาเขียนให้ได้:
"ฉันหวังว่าในวันที่ฉันตาย... ตัวฉันจะยังอุ่นด้วยชีวิตในแบบที่ฉันอยากใช้มันจริงๆ"
ครั้งแรกที่ได้อ่าน.. ในตอนนั้นรู้สึกผิวเผินมากในความรู้สึกของฉัน แต่ลึกๆ กลับยังติดอยู่ในส่วนลึกฝังใจฉันมาตลอด
บางทีอาจเป็นเพราะ... ที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตย้อนแย้งในตัวเองมาตลอดและพยายามที่จะบอกตัวเองว่า ”ฉันไหวมาเสมอ“
“ด้านหนึ่ง ฉันมีเป้าหมาย อยากประสบความสำเร็จ อยากเก่ง ทำทุกอย่างให้ออกมาเพอร์เฟกต์ ดิ้นรนถีบชีวิตตัวเองให้ก้าวไปอีกชั้น และภาคภูมิใจกับมันได้อย่างเต็มที่”
“แต่ในขณะเดียวกันลึกๆ แล้ว... ก็โหยหาอะไรที่มันแค่มีความหมาย อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ ได้ซื่อสัตย์กับความต้องการ และอ่อนโยนกับตัวเองบ้าง ไม่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองซ้ำๆ“
แต่ถึงยังงั้น ฉันก็ได้เรียนรู้เหมือนกันว่า วันคืนเก่าๆ ที่ฉันเคยคิดว่ามันโคตรจะแย่ จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ล้มเหลวสะทีเดียว
วันที่โคตรอึดอัด วันที่เหงาจับใจ หรือวันที่ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเลยสักอย่าง วันพวกนั้นแหละที่หล่อหลอมให้ฉันกลายมาเป็นคนแบบนี้ แม้ในตอนนั้นฉันก็ยังไม่เข้าใจมันด้วยซ้ำ
มันทำให้ฉันใจเย็นลง อ่อนโยนขึ้น และเข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น
ช่วงเวลาที่ฉันต้องร้องไห้ฟูมฟายให้กับคนที่ไม่เลือกเรา มันสอนให้รู้ว่า ’ตัวฉันเองสามารถรักคนอื่นได้สุดตัวขนาดไหน‘
หรือช่วงเวลาที่เงียบเชียบจนรู้สึกโหวงๆ มันก็สอนให้ฉันรู้จักอยู่คนเดียวให้เป็นแทนที่จะคอยวิ่งหนีความเหงา
แม้แต่ความน่าเบื่อ ความสับสน หรือการนั่งรอคอยอะไรบางอย่างโดยไม่มีคำตอบ... ทั้งหมดนั้นมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวฉันไปแล้ว
และบางที... การมีชีวิตอยู่จริงๆ มันอาจจะหมายถึงสิ่งนี้ก็ได้นะ
วันธรรมดาๆ ที่แสนจะเรียบง่าย มันก็แค่ ‘ชีวิตที่กำลังหมุนไปเงียบๆ รอบตัวเรานั่นแหละ’
ลองหัดอินกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในทุกๆ เรื่องดูบ้าง
ปล่อยให้แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามามีความหมายกับใจเรา ปล่อยให้ช่วงเวลาเล็กๆ พวกนั้นเป็นทุกความรู้สึกของเราจริงๆ ทำชีวิตให้เป็นเรื่องที่เราลงมือทำอย่างตั้งใจ
ฉันเลยต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอในตอนนี้ว่า:
อย่าลืมออกไปใช้ชีวิตนะ
ตักตวงความสุขกับสิ่งตรงหน้าไว้ซะ
และจำไว้ด้วยว่า... เราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า เราไม่ได้มีเวลาตลอดไป
คำพวกนี้มันไม่ใช่คนละเรื่องเดียวกันเลยนะ
แต่มันคือเรื่องเดียวกันทั้งหมด
นี่คือคำเตือนสติเบาๆ ที่อยากบอกเธอ (และบอกตัวเอง) ว่า หันกลับมารักและใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเถอะนะ
ฉันไม่ได้หวังว่าชีวิตตัวเองจะปราศจากความผิดหวัง
ฉันไม่ได้หวังว่าจะสมหวังในทุกเรื่อง หรือไม่เคยสูญเสียอะไรเลย
ฉันแค่หวังว่าเมื่อเรื่องราวของชีวิตเดินทางมาถึงบทสุดท้าย
ฉันจะยังรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของชีวิตที่เคยใช้มันอย่างเต็มที่
ชีวิตที่เคยมีความรัก
เคยทุ่มเทให้กับหลายสิ่ง
เคยล้มเหลว เสียใจ หัวเราะ ภูมิใจ และเติบโต
ชีวิตที่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ยังยืนอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี
และ ชีวิตที่ยอมอ่อนโยนกับผู้คน โดยไม่ต้องละทิ้งหัวใจตัวเอง
เพราะฉะนั้น... เก็บเกี่ยวความสุขรอบตัวเอาไว้เถอะ
ไม่ว่าจะเป็นในวันธรรมดาที่แสนจะเรียบง่าย วันที่เงียบเหงา หรือแม้แต่ในวันที่ชีวิตโคตรพังและวุ่นวายก็ตาม
เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าลมหายใจของเราจะหมดลงเมื่อไหร่ เราจะเสียดายไหมที่ย้อนกลับไปในตอนนั้นอีกไม่ได้
และนั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมชีวิตของเราในตอนนี้ ถึงต้องการความใส่ใจจากตัวเราที่สุด
#แรงบันดาลใจ #ข้อคิด #เสียงในใจ
ขอบคุณที่อ่านและแวะมานะคะ
ส่งความสงบสุขและความสุขไปให้คุณ
— quiet.notes
โฆษณา