4 มิ.ย. เวลา 15:05 • ประวัติศาสตร์

MAVERICK นักบิน F-16 คนดัง

"Highway to the Danger Zone
Ride into the Danger Zone"
เพลง : Danger Zone (เพลงภาพยนตร์เปิดเรื่อง Top Gun)
ศิลปิน : Kelly Loggins
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ท่านผู้อ่านทุกท่านเชื่อหรือไม่ว่า Maverick มีตัวตนจริงๆบนโลกนี้ เพียงแต่ว่าชายคนนี้ไม่ได้ขับเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ขึ้นบินจากดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินหรือแม้แต่ใส่เเจ็ตเก็ต กางเกงยีนส์ และแว่นกันแดดขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจพร้อมกับ F-14 วิ่งขึ้นจาก Miramar ในฉากเดียวกัน สำหรับเรื่องราวสุดตื่นเต้นของ Maverick ในโลกแห่งความเป็นจริงนี้จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
RTAF F-16B Block 15ADF
ก่อนที่จะไปอ่านบทความกัน ภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ปรากฎต่อจากช่วงเกริ่นนำนี้ หากท่านใดสนใจนำไปเป็นภาพโปสเตอร์ติดผนังโชว์ที่บ้านหรือนำไปปริ้นท์อัดใส่กรอบรูปในบ้านท่าน ท่านสามารถทักแชตไปที่ Facebook ส่วนตัวของผู้เขียนใช้ชื่อว่า Supakrit Falcon
สำหรับค่าปริ้นท์ท่านสามารถโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
MAVERICK นอกจอเงิน
หากพูดถึงชื่อ "MAVERICK" ภาพจำแรกของคนทั่วโลกย่อมหนีไม่พ้นนาวาเอก พีท มิเชล ตัวละครระดับตำนานจากภาพยนตร์ Top Gun ทั้ง 2 ภาค ที่รับบทโดย ทอม ครูซ ภาพของนักบินหนุ่มเลือดร้อนในภาคแรกที่นำ F-14 Tomcat บินผ่านทะเลทรายในการไล่ล่าเครืองบินโจมตี A-4 Skyhawk จนยิงร่วงได้ในการฝึกบินแล้วบังคับ F-14 มาบินโฉบหอบังคีบการบินที่มิรามาร์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความเป็นขบถ
จนมาถึงภาค Top Gun: Maverick ในวัยที่เก๋าเกมขึ้น เขากลับมาในฐานะครูฝึกที่ต้องทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ท้าทายขีดจำกัดร่างกายมนุษย์ภายใต้แรงเหวี่ยงมหาศาลถึง 10G ความเท่และภาพลักษณ์การต่อสู้บนน่านฟ้าในหนังเรื่องนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญหรือ Soft Power ที่ดึงดูดให้ชายหนุ่มรุ่นแล้วรุ่นเล่าก้าวเข้าสู่เส้นทางนักบินรบ
หนึ่งในนั้นมีพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร หรือที่นักบินรุ่นน้องเรียกว่าพี่เจ๋งซึ่งก็เติบโตในเส้นทางการบินในช่วงที่หนังภาคแรกกำลังดัง ท่านเริ่มต้นเส้นทางทหารเสืออากาศจากการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนนายเรืออากาศ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โรงเรียนการบินเพื่อฝึกฝนเป็นนักบินรบ ท่านไม่ใช่แค่ดาวเด่นของรุ่นแบบ Maverick ใน Top Gun แต่ท่านยังผ่านการบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16 Fighting Falcon จนครบ 1,000 ชั่วโมงบิน
F-16AM eMLU
วันที่ 11 ตุลาคมพ.ศ.2507 เป็นวันเริ่มต้นชีวิตของพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร "MAVERICK" ในวัยทารกก่อนจะก้าวเข้าสู่การบิน F-16 ในฐานะนักบินรบระดับแถวหน้าผ่านการการศึกษาในโรงเรียนทหารจากนั้นท่านก็เข้าเรียนในโรงเรียนนายเรืออากาศที่ดอนเมือง (ปัจจุบันย้ายที่จังหวัดสระบุรี) โดยใช้เวลาเรียนรวมประมาณ 7 ปีในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติบนพื้นดิน ก่อนจะเข้าสู่โรงเรียนการบินกองทัพอากาศที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
หลังจากจบการศึกษาที่โรงเรียนการบินกำแพงแสน พี่เจ๋งก็เริ่มต้นชีวิตนักบินรบด้วยการบินเครื่องบินขับไล่ F-5 ที่กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี ในการฝึกบินขับไล่ครั้งแรกถึงครั้งสุดท้ายที่นี่ท่านได้เรียนรู้การฝึกยุทธวิธีทางอากาศที่เข้มข้นที่สุดแทนที่จะต้องบังคับเครื่องบินบินขึ้นไปแล้วลอยอยู่ในอากาศก่อนที่จะวนมาลงจอดที่สนามบิน
การมาที่นี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักบินและทหารในร่างเดียว เพราะการบิน F-5 คือหนทางสู่ความเร็วและความสามารถในการใช้อาวุธที่เหนือกว่าแบบไร้ซึ่งทางลัดที่จะได้เห็นนับจากนี้
พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร "MAVERICK"
"ฟ้าวววววววววววว! บู้มมมมมมมมมม!"
ท้องฟ้าจังหวัดขอนแก่นพ.ศ.2536 ได้ถูกกลบด้วยเสียงไอพ่นที่ดังคำรามไปทั่วท้องฟ้า 2 จุดแรกพุ่งไปด้วยความเร็วสูง ในขณะที่ 2 จุดหลังก็ไล่ตามมาติดๆ จากจุดเล็กๆที่เห็นไล่ล่ากัน ก็มีจุดหนึ่งเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายไล่ ตัดภาพมุมมองจากบนพื้นดิน บนท้องฟ้าสีครามพร้อมเมฆสีขาวไม่กี่ก้อน จุดที่มองเห็นผลัดกันตามผลัดกันไล่นั่นคือเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่มาพร้อมสีพรางเทาซึ่งดูโดดเด่นมากสำหรับฝูงบิน F-16 ของกองทัพอากาศไทยในสมัยนั้น
มี F-16 เครื่องหนึ่งบินโดยนักบินดาวเด่นแห่งฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช คือเรืออากาศเอก มนัท ชวนะประยูร "MAVERICK'' นักบินรบที่ชื่อมนัทนัทจับคันบังคับ F-16 พร้อมกับล็อกเป้าเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่กำลังบินหนี ทั้งคู่บินไล่กันราวกับนักฟุตบอลอีกทีมหนึ่งกำลังจะแย่งฟุตบอลจากนักฟุตบอลอีกทีมหนึ่งในฟุตบอลโลก
"Lock on!"
วินาทีนั้นเมื่อ MAVERICK นอกจอเงินล็อกเป้าได้แล้ว ท่านก็บังคับ F-16 ก็มาเข้ามาบินเดิม จากการ Dog Fight แบบสมมุติสถานการณ์ระหว่างการฝึกบินของฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช ฝูงบิน F-16 นามเรียกขาน "LIGHTNING'' ทั้ง 4 เครื่องก็กลับมาเข้าหมู่เดิมบินออกจากพื้นที่การฝึกบนท้องฟ้ากว้างใหญ่กลับสู่โคราช ซึ่งเป็นฐานบินของฝูงบินเหยี่ยวพิฆาตในสมัยนั้น
หลังจากการที่บินมานานหลายปี นักบิน F-16 อย่าง Maverick ก็ก้าวกระโดดในหน้าที่การงานจนได้เป็นนักบิน F-16 ที่มีชั่วโมงบินสูงถึง 1,000 ชั่วโมงบิน หลังจากนั้นไม่กี่ปีต่อมาอาร์มฝูงบิน 103 ที่มีสายฟ้าสีแดงก็ถูกถอดออกจากชุดนักบินสีเขียวมะกอก แล้วรับอาร์มฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชที่มีสัญลักษณ์รูปดาวมาติดที่แขนขวาของชุดนักบินแทน
RTAF F-16ADF
เมื่อนักบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 102 ชุดแรกที่จะได้ขับเครื่องบินขับไล่ F-16ADF เดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา การฝึกบินทั้งรบทางอากาศและโจมตีภาคพื้นดินจึงได้เริ่มต้นขึ้น สำหรับ F-16ADF หรือรุ่น Air Defense Fighter เป็นรุ่นที่กองทัพอากาศไทยจัดหามาประจำการชดเชย F/A-18C/D ต้องยกเลิกการจัดหาในปีพ.ศ.2540
ฝูงบิน 102 "STARS" นำโดยพี่ป๊อบ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ "DEVIL" ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของพี่เจ๋ง ที่ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับฝูงบิน 102 คนแรกที่ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16ADF
เมื่อนักบินทุกนายไปฝึกบินจบจากสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ.2545 ฝูงบิน F-16 ฝูงใหม่ทั้ง 5 เครื่องก็สัมผัสรันเวย์กองบิน 1 โคราช เพียงแต่ว่ารอบนี้มีสัญลักษณ์ดาวที่แพนหางดิ่งติดมาด้วย F-16ADF เข้าประจำการ ฝูงบิน 102 มีความล้ำหน้ากว่าฝูงบิน F-16 อื่นๆ ในขณะนั้นเช่น ฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 ก่อนการอัปเกรด
หนึ่งในนั้นเป็นขีดความสามารถในการรบระยะไกลเกินสายตา (Beyond Visual Range: BVR) ซึ่งเครื่องบินขับไล่ F-16ADF ถือเป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกของไทยที่สามารถใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศแบบ AIM-120 AMRAAM ได้ ทำให้นักบินสามารถทำลายเป้าหมายได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องบินเข้าใกล้จนมองเห็นด้วยสายตา
เครื่องบินขับไล่ F-16ADF กองทัพอากาศไทย
ความยิ่งใหญ่ของนามเรียกขาน "MAVERICK" ในชีวิตจริงของ พี่เจ๋ง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นครูการบินควบคู่ไปกับการเป็นผู้บังคับฝูงบิน 102 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขึ้นปฏิบัติการทางอากาศในภารกิจประวัติศาสตร์ที่ต้องใช้การตัดสินใจที่เด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดน
ในปีพ.ศ. 2546 เมื่อเกิดเหตุจลาจลในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งลุกลามไปถึงการเผาสถานทูตและธุรกิจของคนไทยจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจเปิดปฏิบัติการครั้งสำคัญเพื่ออพยพคนไทยกว่า 700 ชีวิตกลับบ้านภายใต้ชื่อยุทธการโปเชนตง
F-16 ได้รับภารกิจคุ้มกันการอพยพทางน่านฟ้าโดยกำลังทางอากาศของไทยเป็นครั้งแรก โดยการบินคุ้มกันเครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 และ G-222 ซึ่ง Takeoff จากกองบิน 6 ดอนเมืองไปรับตัวคนไทยในกัมพูชา เมื่อสถานการณ์บานปลายกองทัพอากาศอาจเตรียมแผนฉุกเฉินหรือปฏิบัติการโปเชนตง 2 ไว้รองรับ หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่นำสู่อันตรายต่อประชาชนชาวไทยที่รออพยพจนเครื่องบินลำเลียงไม่สามารถลงจอดได้
นักบิน F-16 คนดังกับบทบาทผอ. CAAT
ด้วยเหตุนี้เครื่องบินขับไล่ F-16 จากฝูงบิน 102 และฝูงบิน 103 ที่สังกัดอยู่ ณ กองบิน 1 โคราช ซึ่งถือเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น อาจได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมบินเข้าสู่พื้นที่เพื่อทำหน้าที่บินคุ้มกันหมู่บินลำเลียงของกองทัพอากาศไทยลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชาและป้องกันการขัดขวางจากผู้ชุมนุมและทหารภาคพื้นดิน
เวลา 05:15 นาทีวันที่ 29 มกราคมปีเดียวกันเครื่องบินลำเลียง C-130 เครื่องแรกทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานดอนเมืองจากนั้นอีก 4 เครื่องก็วิ่งขึ้นตามมาพร้อมด้วยหน่วยรบพิเศษจากกองทัพบกและกองทัพอากาศจำนวน 110 นาย ส่วนการบัญชาการรบจากกองบัญชาการลอยฟ้าของกองทัพอากาศได้มีการดัดแปลงเครื่องบินลำเลียง G-222 จากเครื่องบินลำเลียงบรรทุกสัมภาระแลทหารเข้าสู่แนวหน้ามาเป็นเครื่องบินควบคุมและบัญชาการรบเหมือน E-4 Nightwatch ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
F-16 ทั้ง 8 เครื่องซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในภาคอีสานของไทยได้ขึ้นปฏิบัติการบนท้องฟ้า ทำการบินคุ้มกันเครื่องบินลำเลียง C-130 จำนวน 5 เครื่องสำหรับอพยพคนไทยและเครื่องบินลำเลียง G-222 จำนวน 1 เครื่อง
ในภารกิจนี้เมื่อ G-222 ถูกออกแบบมาสำหรับการบัญชาการและติดตามสถานการณ์จากทางอากาศอย่างใกล้ชิด จะต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่สั่งการจากบนฟ้า ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพลอากาศเอก ระเด่น พึ่งพักตร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการยุทธทางอากาศ อดีตนักบินขับไล่ F-5 ใส่ชุดนักบินสีเขียวมะกอกทำหน้าบัญชาการด้วยตัวเอง
Maverick กับหน้าที่ที่ไม่ใช่ทหาร
ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ภูมิประเทศเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยป่าไม้สีเขียวอันกว้างขางและภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนได้รับแสงแดดตกกระทบ จนเป็นภาพอันแสนงดงาม ในขณะที่บนท้องฟ้า F-16 ของกองทัพอากาศไทยกำลังบินเกาะหมู่ 8 เครื่องบินไปในทิศทางเดียวกันประหนึ่งเพลงที่มีเสียงเครื่องดนตรีและเสียงนักร้องไปด้วยกันได้
ภารกิจนี้อาจเป็นภารกิจชี้เป็นชี้ตายทั้งนักบินขับไล่ นักบินลำเลียง และหน่วยรบพิเศษที่กำลังเดินทางเข้าสู่ดินแดนมรณะ หากสถานการณ์ร้ายแรงกว่านั้น F-16 พร้อมจะปกป้องคนไทยด้วยการรุกออกนอกประเทศด้วยความจำเป็นตามหลักการใช้กำลัง
แม้สุดท้ายเหตุการณ์จะคลี่คลายด้วยการเจรจาของรัฐมนตีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 2 ชาติ ทำให้ไม่ต้องใช้กำลังเข้าปะทะจริงจนเป็นสงครามใหญ่ แต่การส่งสัญญาณด้วยการบินคุ้มกันของหมู่บินเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่มีความล้ำหน้าด้านการรบและการบินในสมัยนั้นสื่อถึงพลังอำนาจที่แท้จริงที่ไม่ใช่การส่งหนังสือให้อีกฝ่ายถอนการใช้กำลัง
อีกทั้งยังสื่อถึงอำนาจต่อรองที่เป็นมากกว่ามีด หอก ธนูและดาบในอดีต บัดนี้พยัคฆ์ร้ายแห่งกองบิน 1 ได้บินอยู่นอกชายแดนกัมพูชารอจนกว่าการอพยพคนไทยกลับมายังดอนเมืองจะสำเร็จ
ROCAF F-16
หลังจากที่เครื่องบินลำเลียงทั้ง 5 เครื่องของกองทัพอากาศไทยทะยานขึ้นจากสนามบินโปเชนตงแล้ว ก็บินมุ่งหน้าสู่ดอนเมืองโดยไม่มีการจอดแวะพัก ส่วน F-16 ก็ไม่มีการบินล้ำน่านฟ้าเข้าไปถึงดินแดนกัมพูชาหลังจากที่บินวนรอนับตั้งแต่ที่ C-130 บินเข้าไปรับผู้อพยพ
ในขณะที่กำลังบินกลับสู่กองบิน 1 โคราช เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 เพียงแบบเดียวของกองทัพอากาศไทยทั้ง 8 เครื่อง ก็บินเกาะหมู่พร้อมเสียงไอพ่นที่ดังกึกก้องจนคนบนพื้นดินที่ได้ยินเสียงนี้ต่างประทับใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปอีกนานมิรู้ลืม
หลังจากปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บังคับฝูงบิน F-16ADF (ฝูงบิน 102 ปัจจุบันรอเข้าประจำการด้วย Gripen E/F) พี่เจ๋งได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีการบินด้วยการได้รับการคัดเลือกจากกองทัพอากาศไทยให้ไปทำการบินเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen ที่ประเทศสวีเดนร่วมกับพี่ไก่ นาวาอากาศเอก พันธ์ุภักดี พัฒนกุล "ARMSTRONG" (ปัจจุบันเป็นอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ)
ซึ่งในสมัยนั้นพี่ไก่เป็นนักบิน F-16 จากกองบิน 4 ตาคลีและดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการกองบิน 4 ด้วย หลายท่านอาจคุ้นเคยกับพลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย "J-Knight" หรือพี่แจ็คที่เป็นผู้บังคับฝูงบิน 701คนแรกที่ทำการบินกับ Gripen สำหรับนักบินทั้ง 2 ท่านนี้ถือเป็นนักบิน Gripen รุ่นแรกของกองทัพอากาศไทยก่อนที่จะมีนักบินอีกหลายนายได้มาขับเครื่องบินรบแบบนี้เมื่อกองทัพอากาศไทยจัดหาเข้าประจำการในปีพ.ศ.2554
F-16BM 403TFS.
จากแคนดิเดทผู้บัญชาการทหารอากาศที่ถูกจับตามองได้เปลี่ยนตำแหน่งจากที่ทำงาน ณ ดอนเมืองสู่การก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (The Civil Aviation Authority of Thailand : CAAT)
การมาครั้งนี้ของพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร หรือพี่เจ๋งอดีตนักบิน Gripen รุ่นแรกของไทย ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบเชิงบวกต่อวงการการบินพลเรือนไทยอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือการนำพาประเทศไทยกลับสู่สถานะ Category 1 ขององค์กรบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกาหรือ FAA ได้สำเร็จหลังจากที่ต้องรอคอยมานาน การยกระดับนี้มีผลโดยตรงทำให้สายการบินสัญชาติไทยสามารถบินตรงเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้อีกครั้ง และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสายตาของประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฮ่องกง ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานของ FAA
F-16MLU
ในขณะเดียวกันพี่เจ๋งมองว่าสนามบินสุวรรณภูมิในปัจจุบันเหมือนกับปั๊มน้ำมันที่มีเพียงรันเวย์และอาคารผู้โดยสาร แต่ยังขาดส่วนควบที่สำคัญคือ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานหรือ MRO ขนาดใหญ่
ท่านกำลังผลักดันให้เกิดการบริการเครื่องบินแบบครบวงจร เพื่อดึงดูดให้สายการบินต่างชาติเปลี่ยนมาใช้ไทยเป็นฮับการบิน จริงๆ ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทาง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้มหาศาลและช่วยลดต้นทุนให้สายการบินในไทยไม่ต้องบินไปซ่อมที่ต่างประเทศ
ด้วยประสบการณ์ที่เคยเป็นนักบินขับไล่มืออาชีพและผ่านการบริหารในกองทัพอากาศมาแล้ว ท่านได้นำวิสัยทัศน์นี้มาใช้ในการวางรากฐานเทคโนโลยีใหม่ๆ ในไทย หนึ่งในนั้นคือการริเริ่มให้ใล้ EVTOL หรือเฮลิคอปเตอร์ไฟฟ้าส่งผลักดันให้เกิด Ecosystem สำหรับการเดินทางทางอากาศในเมือง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end สำหรับเรื่องโดรน พัฒนาระบบขึ้นทะเบียนออนไลน์และการควบคุมโดรนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะรอบสนามบิน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของน่านฟ้าพลเรือน
ในฐานะผู้กำกับดูแล พี่เจ๋งเน้นย้ำเรื่องการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และทำทุกอย่างให้ตรงไปตรงมาตามมาตรฐานสากลของ ICAO เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับสายการบินและหน่วยงานตรวจสอบจากต่างประเทศ
โดยนำคติประจำใจอย่าง "Make the boat go faster" หรือจงเรือพายไปข้างหน้าให้เร็วขึ้น มาสร้างพลังร่วมให้แก่ทีมงาน CAAT กว่า 500 คน
F-16A ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
ท่านมีเป้าหมายช่วยสายการบินลดต้นทุน เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงและเป็นธรรมต่อประชาชน อีกทั้งสนับสนุนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) เพื่อรับมือกับภาษีคาร์บอนของยุโรป และสร้างแต้มต่อให้กับอุตสาหกรรมการบินไทยในระดับโลก
ชายคนหนึ่งที่มีความฝันจากหนังดังจนวันหนึ่งได้มาใช้ Callsign ว่า "MAVERICK" ตามตัวละครที่ป๋าทอมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Top Gun แม้จะไม่ได้เป็นนักบินขับไล่ที่บินยาวจนถึงช่วงบั้นปลายอายุราชการแบบพระเอกภาพยนตร์ดังเรื่องนี้ แต่ท่านก็ยังพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบินและการทหารให้เจริญก้าวหน้าไม่ต่างกับจรวดที่มุ่งหน้าไปดวงจันทร์ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
The Civil Aviation Authority of Thailand : CAAT
Noppasin Poompo
GARY CHAMBERS
ROYAL THAI AIR FORCE
Puwanai Pasakul
The People
MangoMan
BrightTV
Jamil Jaafar
Sirawith Seammanee
4AVIATION
History World
เรียบเรียงโดย : ROOSTER
โฆษณา