9 มิ.ย. เวลา 14:50 • ธุรกิจ

Business Life Cycle บทเรียนธุรกิจที่นักการตลาดต้องรู้

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในวงการการตลาด คงหนีไม่พ้นการคิดว่าแคมเปญที่ประสบความสำเร็จของแบรนด์หนึ่ง จะสามารถนำไปใช้กับอีกแบรนด์หนึ่งได้เสมอ
เห็นแบรนด์ใหญ่ทำ Emotional Campaign แล้วดัง ก็อยากทำตาม
เห็นแบรนด์ดังทำ Community Marketing แล้วเวิร์ก ก็อยากทำบ้าง
เห็นแบรนด์ใช้ Influencer แล้วยอดขายโต ก็รีบวิ่งไปหา Influencer
แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือ ธุรกิจแต่ละแบรนด์นั้นอยู่คนละช่วงของชีวิต ทำให้โจทย์ที่ธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ ก็อาจไม่เหมือนกันเลย
และเฉกเช่นเดียวกันมนุษย์ที่มีเกิด เติบโต พัฒนา เต็มวัย และในที่สุดก็จากไป ธุรกิจเองก็มีวงจรแบบนั้นเหมือนกัน...การเข้าใจและรู้จักกับ Business Life Cycle จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวคิดที่นักการตลาดควรเข้าใจตั้งแต่วันแรกของการทำงาน!
+ Business Life Cycle คืออะไร?
Business Life Cycle คือไอเดียวงจรชีวิตของธุรกิจ ที่จะช่วยให้สามารถวางกลยุทธ์การตลาดได้อย่างเหมาะสม และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพราะสิ่งที่พาธุรกิจให้เติบโตในวันแรก อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดในวันข้างหน้า โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงใหญ่ๆ คือ Introduction Stage, Growth Stage, Maturity Stage และ Decline Stage
+ Introduction Stage : เมื่อปัญหาใหญ่ที่สุดคือ 'ไม่มีใครรู้จักคุณ'
ลองนึกภาพว่าเราเปิดร้านกาแฟร้านใหม่ในเมืองที่มีร้านกาแฟอยู่แล้วหลายร้อยร้าน ต่อให้กาแฟของเราอร่อยที่สุด มันก็อาจไม่มีความหมาย ถ้าหากยังไม่มีใครเดินเข้ามาชิม
จุดเริ่มต้นของธุรกิจก็เป็นแบบนั้น มันคือช่วงแนะนำตัวให้โลกรู้จักเรา เป็นระยะเพิ่งเกิดหรือเพิ่งเข้าสู่ตลาด ดังนั้นสิ่งที่ธุรกิจขาดไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็น 'การรับรู้'
ผู้บริโภคยังไม่รู้ว่าเราคือใคร ไม่รู้ว่าขายอะไร และไม่รู้ว่าทำไมต้องเลือกเรา ...ดังนั้นเราจะเห็นความผิดพลาดของนักการตลาดหลายคนที่มักรีบกระโดดไปทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ตั้งแต่วันแรก (ซึ่งจะเห็นได้ว่าผิดทาง) เพราะความจริงแล้ว หากคนยังไม่รู้จักแบรนด์ ต่อให้ส่วนลดแรงแค่ไหนก็ไม่มีใครสนใจอยู่ดี
"ในช่วงนี้ การตลาดจึงมีหน้าที่คล้ายคนแนะนำตัว เล่าให้ตลาดรู้ว่าแบรนด์คือใคร มีเหตุผลอะไรที่โลกควรจดจำ"
ตัวอย่างที่ชัดๆ เช่น ช่วงแรกของ Airbnb ที่โจทย์สำคัญของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การขายห้องพัก แต่ต้องทำให้คนเชื่อก่อนว่าการนอนบ้านคนแปลกหน้าเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ...แบรนด์จึงลงทุนอย่างหนักในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของบริการ
ฉะนั้นหากเราเป็นนักการตลาดที่มองแล้วว่าธุรกิจของเราอยู่ในช่วงดังกล่าว สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ Awareness, Education และ Trust ไม่ใช่ Conversion หรือยอดขายอย่างเดียว
+ Growth Stage : เมื่อปัญหาเปลี่ยนจาก 'ไม่มีคนรู้จัก' เป็น 'โตให้ทัน'
เมื่อแบรนด์เริ่มได้รับการยอมรับ ทุกอย่างจะเปลี่ยน เพราะหากลูกค้าเริ่มบอกต่อ ยอดขายก็จะเริ่มขยับ ตลาดก็จะเริ่มตอบรับ ฉะนั้นคำถามสำคัญไม่ใช่จะทำให้คนรู้จักอย่างไรแล้ว แต่เปลี่ยนเป็น 'จะขยายความสำเร็จนี้อย่างไร' ต่างหาก
ช่วง Growth เสมือนกับธุรกิจของเราติดปีกที่ต้องการการเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งที่การตลาดต้องทำคือการเร่งเครื่องให้ถูกจังหวะ เพิ่ม Reach เพิ่ม Distribution เพิ่ม Customer Acquisition ขยายฐานลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ...ทั้งหมดไม่ใช่การทำกำไรสูงสุด แต่คือ การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ให้ได้มากที่สุด
"นี่คือช่วงที่แบรนด์ต้องพยายามสร้างพื้นที่ในใจของผู้บริโภค ให้คนคิดถึงแบรนด์ทันทีเมื่อนึกถึงสินค้าหรือบริการประเภทนั้น"
ลองนึกถึงช่วงแรกของ TikTok หลังจากพิสูจน์ได้แล้วว่าคนชอบดูวิดีโอสั้น โจทย์ต่อมาของพวกเขาจึงเป็นการทำให้คนทั้งโลกเข้ามาใช้งาน แพลตฟอร์มเลยทุ่มงบมหาศาลกับ Creator Program, Influencer Marketing และ Performance Media เนื่องจากที่กล่าวไปข้างต้นว่า Growth Stage ไม่ใช่ช่วงของการทดลองอีกต่อไป แต่เป็นช่วงของการขยายผล
ถ้าช่วง Introduction คือการจุดไฟ Growth ก็คือการทำให้ไฟลุกไปทั่วทั้งป่า ...และสำหรับนักการตลาดในช่วงนี้ KPI หลักมักเปลี่ยนจาก Awareness ไปเป็น Acquisition และ Market Share
แต่สิ่งที่ต้องระวังไว้อย่างมากๆ คือการมีความต้องการจำนวนมาก แต่ไม่มีความสามารถในการรองรับลูกค้าได้เพียงพอ ไม่เช่นนั้นจากการเติบโตจะกลายเป็นหายนะทันที!
+ Maturity Stage : สถานะธุรกิจเมื่อทุกคนรู้จักคุณอยู่แล้ว
ในระยะนี้เป็นส่วนที่น่าสนใจและควรให้ความสำคัญมากๆ เพราะเป็นช่วงที่นักการตลาดจำนวนมากวางแผนผิด ...ในขณะที่แบรนด์เติบโตจนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การสร้าง Awareness เพิ่มอีก 10 ล้าน Reach อาจไม่ได้เปลี่ยนธุรกิจมากนัก เพราะแทบทุกคนรู้จักแบรนด์อยู่แล้ว โจทย์ใหม่จึงไม่ใช่การหาลูกค้าเพิ่ม แต่เป็นการรักษาลูกค้าที่มีอยู่
หลายแบรนด์ที่อยู่ในช่วงนี้เริ่มลงทุนกับ CRM, Loyalty Program, Community หรือ Brand Love มากขึ้น เนื่องจากการแย่งลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การรักษาลูกค้าเก่ากลับมีประสิทธิภาพมากกว่า
ลองดูเคสอย่าง Starbucks ในหลายประเทศคนแทบทุกคนรู้จักแบรนด์นี้อยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ Starbucks ลงทุนจึงเป็นการสร้าง Ecosystem ผ่าน Membership และ Rewards Program ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
"สำหรับธุรกิจในช่วง Maturity การตลาดต้องไม่ทำหน้าที่ให้คนจำแบรนด์ได้ ต้องทำให้คนยังเลือกแบรนด์อยู่เสมอต่างหาก"
ฉะนั้นนี่คือช่วงที่ Retention, Loyalty และ Customer Lifetime Value กลายเป็นตัวเลขที่สำคัญกว่ายอด Reach และเป็นระยะที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ยอดขายลด ต้นทุนเพิ่ม ส่วนแบ่งหดตัวหรือไม่
+ Decline Stage : ในวันที่ปัญหาไม่ใช่การตลาดอีกต่อไป
นี่คือช่วงที่น่ากลัวที่สุดของวงจรธุรกิจ หลายธุรกิจมักไม่รู้ตัวว่ากำลังเข้าสู่ช่วงนี้ แต่มีสัญญาณที่เห็นได้ชัด ทั้งยอดขายเริ่มลดลง ลูกค้าหายไป คนรุ่นใหม่ไม่สนใจ หรือคู่แข่งหน้าใหม่เริ่มเข้ามาแทนที่
และส่วนใหญ่แบรนด์มักจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มงบโฆษณา ซึ่งอาจจะผิดจุด เนื่องหลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสื่อสาร กลับอยู่ที่ตัวธุรกิจเอง
ถ้ายังจำแบรนด์ Nokia ได้ ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นผู้นำตลาดมือถือของโลก มีการรับรู้สูง แบรนด์แข็งแรง งบประมาณมหาศาล แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ให้กับยุคสมาร์ตโฟน ...ทั้งนี้เหตุที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มาจากการตลาดไม่ดี แต่เป็นเพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าธุรกิจจะปรับตัวทัน
"ในช่วง Decline การตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยได้ สิ่งที่จำเป็นคือ Innovation การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ หรือบางครั้งอาจต้องสร้างตัวตนใหม่ทั้งหมด"
จึงเป็นความท้าทายหลักที่หลายแบรนด์พยายามสร้าง New S-Curve อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีใครอยากรอให้ตัวเองเข้าสู่ช่วงถดถอยจนย้อนกลับไม่ได้ แล้วธุรกิจพังทลายลงไป!
สุดท้ายเราคงเห็นแล้วว่าทำไมการเข้าใจ Business Life Cycle ถึงสำคัญมาก เพราะนี่เป็นภาพใหญ่ที่ทำให้คนได้มองสิ่งที่ตัวเองทำ และเข้าใจต่อไปว่าควรทำอะไรต่อไป จะต้องเพิ่ม ลด หรือคิดใหม่ ...ทั้งหมดล้วนเกิดจากว่าเรากำลังอยู่ในช่วงวงจรไหนเท่านั้นเอง!
#TheHumanBrief #CreativeStrategy #HumanInsight
โฆษณา