9 มิ.ย. เวลา 08:33 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เปิดตู้รองเท้าเพื่อน ๆ ดูสักนิดครับ ถ้ามีรองเท้าวิ่งพื้นหนา ๆ นุ่ม ๆ เหมือนเหยียบเมฆ

เพื่อน ๆ อาจกำลังถือสินค้าของหุ้นวันนี้อยู่โดยไม่รู้ตัวเลย
ก็ได้ครับ
แล้วที่น่าสนใจคือ สองอย่างที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย รองเท้าวิ่งกับบูทขนแกะ จริง ๆ แล้วมันมาจากบริษัทแม่เดียวกันครับ
เขาคือ Deckers Outdoor หรือในตลาดหุ้นเรียกสั้น ๆ ว่า $DECK ครับ เป็นบริษัทแม่ที่ถือสองแบรนด์รองเท้าที่กำลังฮิตสุด ๆ ในเวลานี้ไว้ในมือ
แบรนด์แรกคือ HOKA ครับ รองเท้าวิ่งพื้นหนานุ่มที่เพื่อน ๆ น่าจะเริ่มเห็นคนใส่กันเต็มเมืองไปหมด เกร็ดที่ผมชอบมากคือ ตอน Deckers ไปซื้อ HOKA มาเมื่อราวปี 2012 ถึง 2013 ตอนนั้นมันยังเป็นแบรนด์เล็ก ๆ ที่คนนอกวงนักวิ่งแทบไม่รู้จัก ยอดขายทั้งปีอยู่แค่ราว 2 ล้านดอลลาร์เองครับ แต่วันนี้รู้ไหมครับว่ามันทำเงินทะลุ 2,500 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว จากของที่คนเคยมองข้าม กลายเป็นเครื่องปั๊มเงินตัวเอ้
ส่วนอีกแบรนด์คือ UGG บูทขนแกะที่อายุปาเข้าไป 40 กว่าปีแล้วครับ แบรนด์เก่าขนาดนี้น่าจะแก่ตายไปแล้วใช่ไหมครับ แต่ไม่เลย เด็ก Gen Z ดันปลุกเขากลับมาฮิตอีกรอบผ่าน TikTok เฉพาะรุ่น Tasman รุ่นเดียว ยอดค้นหาบนเว็บขายรองเท้าอย่าง StockX โตขึ้นถึง 2,340% ครับ เรียกว่ากลับมาเกิดใหม่แบบเต็มตัว
📊 ทีนี้พอมีสองแบรนด์ที่ฮิตขนาดนี้ งบของเขาก็สวยตามไปด้วยครับ ปีล่าสุดเขาทำรายได้รวมราว 5,470 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท แล้วที่ผมว่าโหดที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า net margin ของเขาอยู่ที่ราว 18 ถึง 19% ครับ
ผมขออธิบายคำนี้แป๊บนึงนะครับ net margin คือ ขายของได้ 100 บาท สุดท้ายเหลือเป็นกำไรสุทธิเข้ากระเป๋ากี่บาท ของบริษัทรองเท้าทั่ว ๆ ไปจะเหลือกันแค่ราว 5 ถึง 10 บาทครับ แต่ของ DECK เหลือตั้ง 18 ถึง 19 บาท คือเกือบสองเท่าของคนอื่นในวงการเดียวกัน แถมในบัญชีเขายังมีเงินสดสุทธิเหลือราว 1,900 ล้านดอลลาร์ แบบไม่มีหนี้เลยสักบาทครับ
ฟังมาถึงตรงนี้ทุกอย่างมันดูดีไปหมดใช่ไหมครับ แบรนด์ก็ฮิต รายได้ก็ทำสถิติใหม่ กำไรก็โหด เงินสดก็ท่วม ไม่มีหนี้ แล้วเพื่อน ๆ คิดว่าหุ้นที่งบสวยขนาดนี้ราคาน่าจะวิ่งฉิวใช่ไหมครับ
แต่เดี๋ยวก่อนครับ นี่แหละจุดที่ทำให้ผมหยิบเขามาเล่าวันนี้ เพราะความจริงมันสวนทางกับงบแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ
⚠️ ทั้งที่งบทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ราคาหุ้นเขากลับร่วงครับ ถ้านับย้อนไป 1 ปี ราคาเขาลงมาแล้วราว 20% แต่ที่หนักกว่านั้นคือ ถ้าวัดจากจุดสูงสุดช่วงต้นปี 2025 ราคาเขาร่วงลงมากว่าครึ่งหนึ่ง คือเกิน 50% เคยเป็นถึงหุ้นที่แย่ที่สุดตัวหนึ่งใน S&P 500 ของปีนั้นเลยครับ ส่วนปีนี้ 2026 ราคาเขาค่อนข้างนิ่ง ๆ อยู่ที่ราว 109 ถึง 110 ดอลลาร์
แปลกไหมครับ บริษัททำเงินได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ตัวเอง แต่ราคาหุ้นดันถูกตลาดเทจนหายไปครึ่งนึง คำถามคือตลาดเขากลัวอะไรกันแน่ ทั้งที่ตัวเลขในมือมันสวยขนาดนี้
คำตอบไม่ได้อยู่ที่อดีตหรือปัจจุบันครับ แต่อยู่ที่อนาคต ตลาดเขากำลังกลัวคำคำเดียวครับ คือคำว่า "พีค"
เพราะพระเอกที่ลากบริษัทนี้ขึ้นมาคือ HOKA ใช่ไหมครับ ทีนี้พอมาดูตัวเลขการเติบโตของ HOKA มันเริ่มชะลอลงครับ จากที่เคยโตปีละราว 24% ล่าสุดเหลือราว 16% ตัวเลขยังโตอยู่ก็จริง แต่พอจังหวะมันช้าลงแบบนี้ ตลาดก็เริ่มแอบกระซิบถามกันในใจว่า เอ๊ะ หรือกระแส HOKA มันใกล้พีคแล้ว ของที่ฮิตจัด ๆ วันนี้ พรุ่งนี้คนจะเบื่อไหม นี่คือความกลัวข้อแรกครับ
แล้วยังมีอีกตัวที่มาซ้ำเติมพอดี คือเรื่อง tariff ครับ tariff แปลง่าย ๆ คือภาษีที่รัฐเก็บเวลานำของเข้าประเทศ ทีนี้รองเท้าของ DECK ส่วนใหญ่ผลิตในเอเชียแล้วส่งเข้าไปขายในอเมริกา พอมีกำแพงภาษีพวกนี้ขึ้นมา ต้นทุนเขาก็โดนกระทบเต็ม ๆ ครับ ประเมินกันว่าอาจกินกำไรเขาไปราว 120 ถึง 150 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว สองเรื่องนี้รวมกันคือเหตุผลที่ทำให้ตลาดเทหุ้นที่งบสวย ๆ ตัวนี้ทิ้งครับ
ทีนี้พอเห็นทั้งฝั่งงบที่สวยและฝั่งความกลัวที่ตลาดมองครบแล้ว ผมเลยส่งให้ทีมช่วยคิดสองคนช่วยตัดสินครับ คนแรกชื่อ Vena หน้าที่คือวิเคราะห์ตัวเลข อีกคนชื่อ Veto หน้าที่คือคอยมองต่างมุมจับจุดอ่อน แล้วผมเอาความเห็นสองคนมาเรียบเรียงเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังเองครับ
Vena ให้ 6.4 ครับ เธอมองฝั่งบวกว่างบของเขาสะอาดที่สุดเท่าที่เคยเจอ มีเงินสดสุทธิไม่มีหนี้เลย แล้ว margin ที่โหดราว 18 ถึง 19% ก็ไม่ใช่ของฟลุ๊กชั่วคราว แต่มาจากการที่เขาขายตรงถึงมือลูกค้าเองเป็นหลัก ขายของพรีเมียมที่ไม่ต้องลดราคา เธอเลยมองว่าพอราคาลงมา 20%
แล้วแบบนี้ มันเริ่มมีส่วนเผื่อความปลอดภัยให้คนเข้า แถม P/E ที่ราว 15 ถึง 16 เท่าก็ไม่ได้แพงเลยสำหรับแบรนด์ที่ทำกำไรดีขนาดนี้ครับ ผมขอแทรกอธิบาย P/E แป๊บนึงนะครับ คือราคาหุ้นเทียบกับกำไร ยิ่งเลขน้อยยิ่งดูเหมือนถูก ตลาดทั่วไปอยู่ 20 กว่าเท่า ของเขาราว 15 ถึง 16
แต่พอมาถึง Veto เขาค้านทันทีครับ เขาให้ 6.0 มองว่าเจ้า margin 18 ถึง 19% ที่ดูโหดเนี่ย มันอาจเป็นกำไรช่วงพีคพอดี คือช่วงที่ HOKA กำลังฮิตสุด ๆ คนยอมจ่ายเต็มราคาไม่ต่อรอง เขาเตือนว่าแบรนด์แฟชั่นมันเปราะกว่าที่คิดครับ แล้วยกตัวอย่างให้ฟังเจ็บ ๆ ว่าเคยมี Crocs กับ Under Armour ที่ก็เคยฮิตจัด ๆ มาก่อน
พอกระแสแผ่วลง margin ก็ยุบตามทันที ส่วนเรื่อง P/E ราว 15 ถึง 16 ที่ Vena บอกว่าถูก Veto แย้งว่ามันอาจไม่ถูกจริงก็ได้ ถ้าตัว E คือกำไรที่เราเอามาคิดมันเป็นกำไรช่วงพีคของ HOKA พอดี วันที่กระแสแผ่วลง กำไรหด เลขนี้ก็จะเด้งแพงขึ้นมาทันที แต่เขาก็ยอมรับครับว่าด้วยงบที่มีเงินสดท่วมไม่มีหนี้ ต่อให้สะดุดยังไงโอกาสเจ๊งก็แทบไม่มี ฝั่งขาลงเลยถูกจำกัดไว้พอสมควร
พอเอาคะแนนสองฝั่งมาเฉลี่ยกลาง ออกมาที่ 6.2 เต็ม 10 ครับ จะเห็นว่าทั้งคู่เห็นตรงกันว่างบเขาแข็งของจริง ราคาที่ลงมาก็เริ่มน่าสน ต่างกันแค่ตรงที่ว่าเรากล้าเชื่อหรือเปล่าว่า HOKA ยังไม่ถึงจุดพีค
แล้วสรุปหุ้นตัวนี้เหมาะกับใครครับ เขาเหมาะกับเพื่อน ๆ ที่เชื่อว่า HOKA ยังไปต่อได้อีกไกล ยังไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่นที่กำลังจะแผ่ว ถ้ามองเกมขาดว่ามันจะอยู่ยาว งบที่สะอาดราคาที่ลงมาแบบนี้ก็มีลุ้นเป็นของดีที่ราคาน่าคบครับ แต่ถ้าใครเห็น P/E แค่ 15 กับงบ record แล้วรีบสรุปว่าเจอของถูกแน่ ๆ อันนี้ผมขอเบรกไว้ก่อนนะครับ เพราะหัวใจของการเดิมพันตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่งบวันนี้ที่สวยอยู่แล้ว แต่อยู่ที่คำถามว่ารองเท้าที่ฮิตที่สุดในวันนี้ จะยังฮิตอยู่ไหมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งไม่มีใครตอบแทนได้ครับ
ปิดท้ายอยากชวนเพื่อน ๆ คุยเล่นกันหน่อยครับ เพื่อน ๆ คนไหนเคยใส่ HOKA หรือ UGG บ้างไหมครับ ใส่แล้วชอบจริงหรือซื้อตามกระแสแล้วก็เลิกใส่ หรือใครเคยเจอแบรนด์ที่เคยฮิตสุด ๆ แล้วอยู่ ๆ ก็หายไปจากตู้เสื้อผ้าเราเงียบ ๆ บ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อยครับ ผมว่าเรื่องพวกนี้สนุกดี แล้วมันช่วยให้เรามองหุ้นแฟชั่นออกด้วย ผมอ่านทุกเม้นต์และตอบทุกคนแน่นอนครับ
ขอย้ำเหมือนเดิมนะครับ ทุกอย่างที่ผมเล่าวันนี้เป็นแค่มุมมองเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายนะครับ แล้วตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูล ณ 9 มิถุนายน 2026 ราคาขยับได้เร็ว ก่อนตัดสินใจอย่าลืมเช็กล่าสุดอีกทีนะครับ ถ้าชอบแนวเล่าหุ้นแบบนี้ฝากกดติดตามเพจวันละหุ้นไว้ด้วยนะครับ 🙌
โฆษณา