9 มิ.ย. เวลา 14:47 • ความคิดเห็น
พรหมวิหารสี่เป็นช่องทางให้กิเลสแสดงตัวได้ง่าย เห็นด้วยหรือไม่ ?
คำถามนี้ถูกลบ
เรื่องราว พรหมวิหารสี่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั่นเป็นเรื่องของ จิต มีธรรม มีกาย กายก็เป็นกายบุญ จิตอาศัยในกายที่เป็นบุญ เสมือนกายเป็นพรหม จิตจึงจะสามารถ มี สิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่า ปัญญาเป็นธรรม เป็นสมบัติของจิตได้ แล้วจิตของท่าน ก็มีสิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่า ธรรม กายเป็นธรรม จิตก็เป็นธรรม แต่ก็ยังมีรายละเอียด ลึกลงไปอีก นั่นก็คือ ธาตุทั้งสี่ ของจิตนั้น สะอาดสะอ้านหมดจด ไม่มีกรรม
เรื่องราวพรหม ก็มีเรื่องราวพรหมลูกฟัก จิตไปอาศัยอยู่ในรูปร่างเหมือนฟัก .ลอยไปบอยมา ไม่รับรู้อะไร ไม่มีปัญญา อยู่ในลูกฟัก จิตเสวยสุขนาน หมดบุญก็ต้องลงมาเกิด อาศัยกายพ่อแม่เป็นมนุษย์ เริ่มต้นใหม่ คราวนี้ การที่ไม่สะสม สิ่งที่เรีนกว่าปัญญา สะสมบุญกุศลบารมี คัดเอ้าท์กรรม หนีกรรม ก็ไม่มีสติปัญญาเรียนรู้จักอารมณ์กรรม . คราวนี้ แหบะ ชาติต่อไป ก็มีโอกาสลงอบายภูมิ
เราก็ลองสำรวจตรวจสอบตัวเองได้ กายเรานั้น ยังมีความวุ่นวาย ด้วยอารมณ์ต่างๆ อารมณ์นั้นอารมณ์นนี้ ที่ไหลวนในกาย ที่ว่า สามห่วงอบาย ความโลภโกรธหลง มีอะไรลเน้อยลงในเรื่องราวคำว่าอารมณ์ นึกคิดต่างๆ . นั้น.ก็เรื่องราวกิเลส พอเราพูดคำว่า กิเลสๆ เอ..รูปร่างหน้าตา กิเลส เคยเห็นตัวตนเค้ามั้ย กิเลสนั้นสถิตย์อยู่ที่ใดในกาย ที่จิตนั้นอาศัย
คราวนี้ เรื่องราวการสะสาง ธาตุทั้งสี่ ให้สะอาดสะอ้านบริสุทธิ์ นั้น ต้องอาศัย กายที่มีพ่อแม่เป็นมนุษย์ มาชำระสะสาง ธาตุทั้งสี่ โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่า แสงรัตนะ ไปละลาย สีเวรกรรม สีดำ ที่เป็นบัญชีกรรม ออกไปจากธาตุทั้งสี่
เรื่องราวเหล่านี้ ผู้ที่สะสมบารมี มาเป็นอเนกชาติ ที่ท่านก็ รอคอย อยู่ชั้นดุสิต ดาวดึงส์ ท่านได้ยินข่าว. พระพุทธเจ้าจะจุติ ลงมาตรัสรู้ ท่านก็ตามลงมา .มาฟังธรรม จากพระพุทธเจ้า . ที่พระสุรเสียง ของท่าน มีแสง สามารถ เข้าไปถึงจิต สะกิดสิ่งที่ขัดขวาง นั่นออกไป แล้วท่านก็สามารถปฏิบัติธรรม จนจิตพ้นทุกข์ จิตเข้าถึงธรรมได้ มีกายเป็นแก้ว
เรื่องราว เหล่านี้ อาศัย การประพฤติปฏิบัติธรรม สร้างบุญกุศลบารมี อาศัยนำกายบิดามารดา มาประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยรอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่คิดนึกอะไร พระพุทธเจ้า ท่านทำกายนิ่ง จิตนิ่ง .ผู้ที่เดินตามรอยท่าน พระอานนท์ ท่านก็ทำตามพี่ชาย ที่แนะนำสอนให้ พระพุทธเจ้า พอท่านตรัสว่า กายนิ่งปุ๊บ กายท่านแข็งเป็นเสาเป็นหินไปเลย พระอานนท์ ก็ไปฝึกหัดบ้าง พอทำได้ พระพุทธเจ้า ก็ชวนขึ้นไปชั้นดาวดึงส์ ก็มีเรื่องราวนางฟ้า ที่สวยที่สุด มาให้พระอานนท์ดู
พระพุทธเจ้า ถามว่า อยากแต่งกับเค้ามั้ย พระอานนท์ บอกว่า อยากพะเจ้าค่ะ พระอานนท์บอกว่า ตอนนั้นจิตของข้าพเจ้า ยังมีราคะ นิดๆ ยังตัดไม่ขาด อยากอยู่ใกล้สิ่งที่ ว่ารูปสวย รูปงาม. หลังจากนั้นม.พระพุทธเจ้า ก็ตรัสรู้ว่า อานนท์ ..กายนิ่ง จิตเฉย พระอานนท์ได้สติ ก็ทำกายนิ่ง จิตเฉย ก็ลืมตามาดูใหม่
คราวนี้ ภาพของหญิงที่สวย ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นภาพหญิงชรา แก่หงำเหงือก ฟันฟางไม่มี พระพุทธเจ้าก็ถาม พระอานนท์อีกว่า อยากแต่งกับเค้าอีกมั้ย พระอานนท์ ก็บอกว่า ไม่แต่งแล้วพระเจ้าค่ะ แล้วท่านก็เล่าว่า นี่ถ้าเราแต่งไปเราก็ต้องไปจูงหญิงแก่ ฟันฟางไม่มี หน้าเหี่ยว เนื้อหนังมังสา เหี่ยวอายุเป็นร้อยปี ท่านก็บอกว่า ตอนนั้น แหละที่ทำให้จิตของของข้าพเจ้า ตัดขาด ราคะ อารมณ์ต่างๆได้ บรรลุธรรมที่ขั้นดาวดึงส์
เรื่องราวการที่จะทำกาย ให้เป็นแก้วเจียรไน พระอานนท์ ท่านเคยบอกว่า เอาไว้ มีโอกาสจะเล่าให้ฟัง เราก็ฟังจากท่านเล่ามาแค่นี้ ส่วนเรานั้น นั่งกางเกงทำมาหากิน มีอารมณ์โลภโกรธหลง เต็มตัว ตัณหาราคะ ก็ยังมีเป็นปกติเยี่ยงปุถุชน. ที่เค้าว่า เป็นผู้ครองเรือน
เรื่องราวพรหมวิหาร เราก็สนใจเรียนรู้ฝึกหัด แต่ตอนนี้ ฝึกเอาแค่ กายนิ่ง จิตนิ่งไปก่อน .มีพระท่านบอกว่า ชาตินี้ ฝึกทำให้ได้ . ก่อนหมดลม .แล้วก็สร้างบุญกุศลบารมีสะสมไปกับธาตุทั้งสี่ จิตออกจากกาย ก็จะมีกายเทพอินทร์พรหม มารอคอย . ทำแค่นี้ให้ได้ กายนิ่ง จิตนิ่ง. ท่านบอกว่าตรงนั้นแหละ จะเกิดปัญญา แล้วก็เรื่องราวอารมณ์นึกคิดต่างๆ นั้น แท้จริงมันเป็นตัวทุกข์ ก็สลัดทิ้งมันไปบ้าง อารมณ์นึกคิด จิตจะได้ไม่ต้องมีกรรมมาก
โฆษณา