VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
15 มิ.ย. เวลา 02:09 • ธุรกิจ
จบตำนาน Intel Atom! อสูรกายตัวจิ๋วที่เกือบทำลายล้างบริษัทตัวเอง
ใครจะไปคิดว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครองโลกคอมพิวเตอร์อย่าง Intel จะเคยก้าวพลาดครั้งประวัติศาสตร์ในตลาดอุปกรณ์พกพา
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2008 ยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก
ตอนนั้นหลายคนน่าจะยังสนุกกับการนั่งแชทผ่านโปรแกรม Windows Live Messenger หรือปรับแต่งหน้าโปรไฟล์ในแพลตฟอร์มโซเชียลยุคบุกเบิกอย่าง Hi5 หรือ MySpace
ในยุคนั้นการรับชมวิดีโอบน YouTube ด้วยความละเอียดเพียงแค่ 480p ก็ถือเป็นเรื่องที่คมชัดและน่าตื่นตาตื่นใจมากแล้ว
แต่ปัญหาใหญ่ในตอนนั้นคือคอมพิวเตอร์พกพายังมีราคาแพงมาก แถมตัวเครื่องก็มีขนาดใหญ่และหนักเกินกว่าจะพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก
แบตเตอรี่ของแล็ปท็อปในยุคนั้นก็ใช้งานได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ความฝันที่จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลายังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
Intel ซึ่งเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งในตลาดชิปประมวลผล มองเห็นช่องว่างทางการตลาดนี้และต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
พวกเขาตัดสินใจทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโปรเซสเซอร์ชนิดใหม่ ที่มีจุดเด่นเรื่องการประหยัดพลังงานและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง
โปรเจกต์นี้ถือกำเนิดขึ้นมาภายใต้ชื่อ “Intel Atom” อสูรกายตัวจิ๋วที่ถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นอนาคตของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาทั่วโลก
การเปิดตัวครั้งแรกนั้น Intel ได้แบ่งชิปออกเป็นสองซีรีส์หลัก เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการของตลาดอุปกรณ์ขนาดเล็ก
ซีรีส์แรกคือ Silverthorne ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ลูกผสมระหว่างเครื่องพีดีเอกับแท็บเล็ต ที่คนในยุคนั้นยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันจะมีประโยชน์อย่างไร
ส่วนซีรีส์ที่สองคือ Diamondville ซึ่งเป็นรุ่นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการ เพราะมันถูกนำไปใช้ในแล็ปท็อปขนาดจิ๋วที่เรียกว่าเน็ตบุ๊ก
ชิปรุ่นที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุดในเวลานั้นคือ Atom N270 ซึ่งทำหน้าที่เป็นขุมพลังขับเคลื่อนเน็ตบุ๊กราคาประหยัดที่วางขายอยู่ทั่วทุกมุมโลก
ผู้บริโภคต่างตื่นเต้นกับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถใส่กระเป๋าเป้ใบจิ๋วได้ และยังสามารถใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องง้อสายชาร์จ
ยอดขายของเน็ตบุ๊กพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าแผนการของ Intel กำลังจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
แต่เมื่อผู้ใช้งานเริ่มนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้ในชีวิตจริง ภาพฝันอันสวยงามก็เริ่มพังทลายลงอย่างรวดเร็ว
ประสิทธิภาพของชิปตัวนี้เข้าขั้นเลวร้ายอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด การเปิดหน้าเว็บเบราว์เซอร์ธรรมดาอาจต้องใช้เวลานั่งรอกันเป็นนาที
หากต้องการเปิดไฟล์เอกสารหลายไฟล์พร้อมกัน หรือพยายามใช้งานโปรแกรมที่ซับซ้อนขึ้นมาอีกนิด ตัวเครื่องก็จะเกิดอาการค้างไปเสียดื้อๆ
เรื่องการดูวิดีโอออนไลน์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะภาพที่ได้จะกระตุกจนเหมือนกับการดูภาพนิ่งสไลด์โชว์มากกว่า
หลายคนเริ่มเปรียบเปรยว่าความเร็วในการประมวลผลของชิปตัวนี้ ช้ายิ่งกว่าหอยทากที่กำลังเมาค้างซะอีก
ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ทำได้เพียงแค่จำใจยอมรับสภาพ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีราคาถูกและพกพาได้ง่ายที่สุดในตลาดตอนนั้น
ความไม่พอใจของผู้บริโภคเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ และกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่รอให้คู่แข่งเข้ามาโจมตี
เข้าสู่ปี 2009 Intel พยายามกู้สถานการณ์ด้วยการเปิดตัวชิปเจเนอเรชันใหม่ในรหัส Lincroft และ Pineview
พวกเขาพยายามเพิ่มความเร็วในการประมวลผล และริเริ่มการนำชิปกราฟิกมารวมไว้ในตัวโปรเซสเซอร์เป็นครั้งแรก
Intel ยังคงพยายามโปรโมทอย่างหนักว่า นี่คือนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตของอุปกรณ์มือถือไปตลอดกาล
แต่โลกเทคโนโลยีไม่เคยรอใคร ในขณะที่พวกเขากำลังวุ่นวายอยู่กับการแก้ปัญหาเดิมๆ โลกก็กำลังถูกพลิกโฉมด้วยสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่
การมาถึงของสมาร์ทโฟนอย่าง iPhone และระบบปฏิบัติการ Android ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอุปกรณ์พกพาอย่างสิ้นเชิง
สมาร์ทโฟนเหล่านี้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้รวดเร็ว มีหน้าจอสัมผัสที่ใช้งานง่าย และที่สำคัญคือพวกมันไม่ได้ใช้ชิปของ Intel
ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเลือกใช้สถาปัตยกรรมจากบริษัทคู่แข่งที่ชื่อว่า “ARM” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปได้
สถาปัตยกรรมของ “ARM” ถูกออกแบบมาตั้งแต่พื้นฐานเพื่อให้ใช้พลังงานน้อยที่สุด ซึ่งแตกต่างจากแนวทางดั้งเดิมของ Intel อย่างสิ้นเชิง
ระบบการทำงานของมันมีความเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้สามารถจัดการพลังงานในอุปกรณ์ขนาดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม
ในขณะที่สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมนั้นมีความซับซ้อนและกินไฟมากกว่า เมื่อนำมาย่อส่วนจึงเกิดปัญหาเรื่องความร้อนและความล่าช้า
เมื่อผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนที่ลื่นไหล เน็ตบุ๊กที่ทำงานเชื่องช้าก็กลายเป็นของล้าสมัยไปในพริบตา
ความนิยมในตัวสมาร์ทโฟนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยอดขายของอุปกรณ์พกพาที่ใช้ชิป Intel เริ่มตกลงอย่างน่าใจหาย
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์ต้องเริ่มตระหนักว่า พวกเขากำลังจะสูญเสียตลาดที่สำคัญที่สุดไป
ในปี 2010 พวกเขาตัดสินใจปรับกลยุทธ์ใหม่ เลิกสนใจอุปกรณ์พกพาขนาดจิ๋วและหันมามุ่งเน้นที่ตลาดแล็ปท็อปเพียงอย่างเดียว
ชิปรุ่น Pine Trail ถูกส่งลงสู่ตลาดพร้อมกับคำสัญญาว่าจะจัดการพลังงานได้ดีขึ้นและมีความร้อนลดลง
แต่มันก็ยังคงช้าอยู่ดี การเปิดโปรแกรมใช้งานทั่วไปยังคงต้องใช้ความอดทนสูง และมักจะเจอกับปัญหาเครื่องค้างอยู่เป็นประจำ
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัญหาความเข้ากันไม่ได้ของระบบ ทำให้หน้าจอมักจะกะพริบ หรือระบบเสียงทำงานผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง
ความท้าทายครั้งใหม่พุ่งเข้าชนอย่างจังในปี 2012 เมื่อตลาดแท็บเล็ตเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการนำทัพของ iPad
Intel ไม่ยอมสูญเสียพื้นที่ตรงนี้ไป จึงตัดสินใจจับมือกับ Microsoft เพื่อสร้างแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 8
ชิปรหัส Clover Trail ถูกออกแบบมาเพื่อต่อกรกับเจ้าตลาด แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นฝันร้ายของผู้บริโภคอีกครั้ง
แท็บเล็ตเหล่านี้มีอุณหภูมิสูงมากเมื่อใช้งานไปได้สักพัก และแทบจะไม่สามารถเปิดใช้งานโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องได้เลย
ระบบปฏิบัติการก็ใช้งานยาก ไดรเวอร์มีปัญหาจุกจิกมากมาย ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนเข็ดขยาดกับแท็บเล็ตสายพันธุ์นี้
ความดื้อรั้นยังไม่จบลงแค่นั้น พวกเขาเชื่อว่าชิปประหยัดพลังงานตัวนี้สามารถนำไปใช้ในระดับองค์กรได้ด้วย
เกิดแนวคิดที่จะนำชิปตัวนี้ไปใช้ในศูนย์ข้อมูลหรือเซิร์ฟเวอร์ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง
ชิปรุ่น S1200 และ C2000 จึงถูกผลิตออกมาเพื่อรองรับตลาดเซิร์ฟเวอร์ โดยโฆษณาว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการจัดเก็บข้อมูล
แต่นี่คือหนึ่งในการตัดสินใจที่นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่สุด เพราะชิปเหล่านี้มีข้อบกพร่องทางฮาร์ดแวร์ที่ซ่อนอยู่
ปัญหาที่นักเทคโนโลยีเรียกกันว่าบั๊ก AVR54 ได้ทำลายระบบ clock ภายในของตัวชิป หลังจากเปิดใช้งานไปได้เพียงไม่นาน
ส่งผลให้เซิร์ฟเวอร์ราคาแพงขององค์กรหลายแห่งหยุดทำงานไปแบบถาวร กลายเป็นเพียงเศษเหล็กที่ประเมินค่าไม่ได้…
ชื่อเสียงในตลาดองค์กรเสียหายอย่างหนัก และทำให้หลายบริษัทหมดความเชื่อมั่นในอุปกรณ์ตระกูลนี้ไปเลยทีเดียว
ตัดภาพกลับมาที่ฝั่งผู้บริโภคทั่วไป ในปี 2013 ดูเหมือนจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เกิดขึ้นมาบ้าง
การเปิดตัวชิปเจเนอเรชันใหม่อย่าง Bay Trail ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด เพราะมันมีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยสถาปัตยกรรมการผลิตที่เล็กลง ทำให้คอร์ประมวลผลทำงานได้เต็มที่ ผู้ใช้สามารถดูวิดีโอความละเอียดสูงได้แบบไม่กระตุก
หลายคนเริ่มกลับมามีความหวังว่า ในที่สุดนวัตกรรมตัวนี้ก็สามารถทำงานได้ตามที่เคยโฆษณาเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน
แต่แล้วความมั่นใจที่กลับคืนมา ก็ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจก้าวเดินในหมากที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
Intel ต้องการแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนกลับคืนมา จึงประกาศสงครามเต็มรูปแบบกับผู้ผลิตชิปสถาปัตยกรรม “ARM”
ชิปรหัส Merrifield และ Moorefield ถูกส่งลงสนามแข่งในปี 2014 โดยตั้งเป้าว่าจะต้องไปอยู่ในสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังให้ได้
และเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตมือถือยอมทิ้งคู่แข่ง พวกเขาถึงขนาดยอมใช้กลยุทธ์การอุดหนุนเงินทุนจำนวนมหาศาลให้กับแบรนด์ต่างๆ
การยอมขาดทุนเพื่อซื้อส่วนแบ่งตลาด เป็นกลยุทธ์ที่เปย์อย่างหนัก แต่กลับไม่สามารถปกปิดข้อบกพร่องทางเทคนิคได้
สมาร์ทโฟนที่ใช้ชิปเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นไดรเวอร์ที่ไม่เสถียร หรือการบริโภคแบตเตอรี่ที่รวดเร็วเกินไป
เครื่องมักจะร้อนจัดจนจับไม่ได้ และบางครั้งก็ทำการรีสตาร์ทตัวเองในระหว่างที่กำลังใช้งานสายสำคัญ
เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด สมาร์ทโฟนเหล่านี้มอบประสบการณ์ที่น่าหงุดหงิด และไม่คุ้มค่ากับเงินที่ผู้บริโภคจ่ายไป
หลังจากเผาเงินทิ้งไปหลายพันล้าน ในที่สุดความจริงก็ปรากฏชัดเจนว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะในสมรภูมินี้ได้
พวกเขาต้องยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ และประกาศถอนตัวออกจากตลาดสมาร์ทโฟน ปล่อยให้คู่แข่งครองความเป็นใหญ่ต่อไป
ก้าวเข้าสู่ช่วงปี 2015 ถึง 2017 แม้จะมีการปล่อยชิปรุ่นใหม่อย่าง Cherry Trail หรือ Gemini Lake ออกมาสู่ตลาด
แต่มันก็เป็นเพียงความพยายามเฮือกสุดท้ายที่ไร้ความหมาย เพราะผู้บริโภคต่างหันหลังให้กับแบรนด์นี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว
ตลาดพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนเราไม่ได้ต้องการแค่แบตเตอรี่ที่ทนทาน แต่ต้องการอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้จริง
ในที่สุดชื่อของโปรเจกต์นี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และถูกแทนที่ด้วยชื่อผลิตภัณฑ์อื่นเพื่อลบภาพจำที่เลวร้าย
เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมของการแข่งขันในโลกเทคโนโลยี
การเป็นผู้ชนะในสมรภูมิหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีสิทธิ์ผูกขาดความสำเร็จในทุกๆ สมรภูมิที่ก้าวเข้าไป
ความคุ้นเคยกับความสำเร็จในอดีต อาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้มองข้ามความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
การนำสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ไปฝืนยัดเยียดใส่อุปกรณ์พกพา คือความผิดพลาดเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยาก
ในขณะที่คู่แข่งเลือกที่จะเริ่มต้นจากศูนย์ และออกแบบเทคโนโลยีมาเพื่อตอบโจทย์อุปกรณ์ขนาดเล็กโดยเฉพาะ
ความพยายามที่จะแก้ปัญหาซอฟต์แวร์ด้วยการอัดฉีดเงินลงทุนมหาศาล ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตลาดที่เดินไปข้างหน้าแล้วได้
หากในวันนั้นยอมลดทิฐิลง และรับฟังเสียงบ่นของผู้ใช้งานให้เร็วกว่านี้ ทิศทางของบริษัทอาจไม่ลงเอยแบบนี้
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ Intel ต้องกลับมาทบทวนวิสัยทัศน์ของตัวเองใหม่อีกครั้ง
มันคือข้อเตือนใจว่า ในโลกของธุรกิจที่หมุนอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครใหญ่เกินกว่าที่จะล้มเหลวได้
หากคุณไม่ยอมปรับตัวให้สอดคล้องกับจังหวะของโลก โลกก็จะทิ้งคุณไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี
และนี่คือตำนานของอสูรกายตัวจิ๋วที่เกือบจะเปลี่ยนโลก แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความประมาทของตัวเอง…
References : [intel,anandtech,arstechnica,theverge,computerhistory,zdnet]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/why-did-intel-atom-break-down-so-badly/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
VoxPop :
www.voxpop.com/tharadhol.blog
Fanpage :
Twitter :
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
Youtube :
Linkedin :
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
ประวัติศาสตร์
1 บันทึก
5
1
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews