แต่ถ้าไทยสามารถขยับจากการเป็นฐานผลิตสินค้าแบบเก่า ไปสู่การเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนที่อยู่ในระบบ AI, Cloud, Data Center, Server, Storage, Optical Component หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะไม่ได้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แต่เดิมในอุตสาหกรรม Hard Disk Drive (HDD) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นธุรกิจขาลง หลายคนเคยเชื่อว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไปใช้ Cloud มากขึ้น ความต้องการ Hard Disk Drive จะค่อย ๆ ลดลง เพราะผู้บริโภคทั่วไปไม่ได้ซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบเดิมมากเท่าในอดีต บริษัทใหญ่อย่าง Seagate และ Western Digital จึงเคยเผชิญช่วงเวลายากลำบากเมื่อราว 3-4 ปีก่อน จากภาพตลาด PC ที่ชะลอตัว และความเข้าใจว่า Storage แบบเก่าอาจถูกแทนที่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าสนใจกว่านั้น เพราะ Cloud ไม่ได้ทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูลหายไป ตรงกันข้าม Cloud ทำให้ข้อมูลถูกรวมศูนย์ไปอยู่ใน Data Center ขนาดใหญ่ และเมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ ประมวลผล และสำรองกลับเพิ่มขึ้นมหาศาล
AI ไม่ได้ต้องการแค่ชิปประมวลผลอย่าง GPU เท่านั้น แต่ยังต้องการโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่าย สายสัญญาณ ไปจนถึงระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ Data Center หนึ่งแห่งไม่ได้มีเพียงชิป AI แต่ต้องมี Storage จำนวนมหาศาลเพื่อรองรับข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นตลอดเวลา ทั้งข้อมูลฝึกโมเดล (Training Data)
ข้อมูลผู้ใช้งาน ข้อมูลวิดีโอ ข้อมูลภาพ ข้อมูลธุรกิจ และข้อมูลสำรอง สิ่งนี้ทำให้ Hard Disk Drive กลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลต้นทุนต่อหน่วยต่ำสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่
ประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ของการฟื้นตัวนี้ แต่เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลกในอุตสาหกรรม HDD มาอย่างยาวนาน เงินลงทุนจำนวนมากของบริษัทระดับโลกอย่าง Seagate และ Western Digital ผูกอยู่กับประเทศไทย ขณะที่ Supply Chain รอบข้างก็มีผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับจ้างผลิต ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ผลิตเครื่องมือ และผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมจำนวนมากตั้งอยู่ในไทย นี่คือจุดที่มักถูกมองข้าม
เพราะเวลาพูดถึง AI คนจำนวนมากจะนึกถึง Nvidia, Microsoft, Google, Amazon หรือบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ แต่ในความเป็นจริง AI Supply Chain กระจายตัวอยู่ทั่วโลก และไทยมีโอกาสอยู่ในบางส่วนของห่วงโซ่นี้ โดยเฉพาะชิ้นส่วนและระบบสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ตั้งแต่กระจกหน้าจอสมาร์ตโฟน ไปจนถึง Optical Fiber ที่ใช้ในระบบสื่อสารและ Data Center บริษัทที่เคยอยู่ในภาพอุตสาหกรรมดั้งเดิม จึงสามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกเทคโนโลยีได้
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ของ AI, Data Center, Semiconductor, Optical Network หรือ Digital Infrastructure อย่างเต็มที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นบทบาทสำคัญของตลาดทุนไทยด้วย
ในอนาคต หากประเทศไทยกำลังจะมีผู้ผลิตชิ้นส่วน Data Center ผู้ผลิต Optical Component ผู้ผลิตอุปกรณ์ AI Infrastructure ผู้พัฒนา Robotics ผู้ผลิตระบบระบายความร้อน หรือบริษัทซอฟต์แวร์ด้าน AI เกิดขึ้น การแข่งขันจะไม่ใช่เพียงเรื่องการดึงโรงงานเข้ามาลงทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเพื่อดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามาอยู่ในตลาดทุนไทยด้วย
ลองนึกภาพว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยสามารถสร้าง DELTA รุ่นใหม่ ได้อีกหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ AI Server ผู้พัฒนา Data Center ระดับภูมิภาค ผู้ผลิต Optical Transceiver หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์อุตสาหกรรม และบริษัทเหล่านั้นเลือกเข้าตลาดหุ้นไทยทั้งหมด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจมีความสำคัญต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย
หากประเทศไทยสามารถทำเช่นนั้นได้สำเร็จ การเติบโตของ Market Cap ไทยในอนาคตอาจไม่ได้มาจากหุ้นพลังงาน ธนาคาร หรืออสังหาริมทรัพย์เหมือนในอดีต แต่จะมาจากบริษัทที่เชื่อมโยงอยู่กับ AI, Data Center, Cloud, Robotics และ Digital Infrastructure ซึ่งกำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของโลกยุคใหม่