15 มิ.ย. เวลา 08:38 • หุ้น & เศรษฐกิจ

มองมุมต่ง: AI Supply Chain โจทย์ใหม่ของตลาดหุ้นไทยในการสร้าง Market Cap ยุคดิจิทัล

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมักถูกตั้งคำถามเรื่องความสามารถในการแข่งขันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นค่าแรงที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาแรงงานขาดแคลน ภาพของโรงงานบางประเภทที่ย้ายฐานการผลิตออกไป หรือความกังวลว่าไทยอาจติดอยู่กับอุตสาหกรรมแบบเดิมจนไล่ไม่ทันโลกใหม่ แต่หากมองให้ลึกลงไปในโครงสร้างอุตสาหกรรมจริง ภาพของไทยไม่ได้มีเพียงด้านที่อ่อนแอลงเท่านั้น เพราะในอีกมุมหนึ่ง ยังมีกลุ่มธุรกิจ SME และผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำนวนหนึ่งที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ Supply Chain ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
โดยเฉพาะ Supply Chain ที่เกี่ยวข้องกับ AI, Data Center, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
สิ่งที่น่าสนใจคือ การแข่งขันของแต่ละประเทศในยุคนี้ เบื้องต้นต้องอยู่ที่ความสามารถเชื่อมตัวเองเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีใหม่ได้มากแค่ไหน หากเมืองไทยยังยึดอยู่กับอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นแบบเดิม เช่น สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ หรือสินค้าที่แข่งขันกันด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียว โอกาสในการถูกแทนที่ย่อมสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่าเกิดขึ้นตลอดเวลา
แต่ถ้าไทยสามารถขยับจากการเป็นฐานผลิตสินค้าแบบเก่า ไปสู่การเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนที่อยู่ในระบบ AI, Cloud, Data Center, Server, Storage, Optical Component หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะไม่ได้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แต่เดิมในอุตสาหกรรม Hard Disk Drive (HDD) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นธุรกิจขาลง หลายคนเคยเชื่อว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไปใช้ Cloud มากขึ้น ความต้องการ Hard Disk Drive จะค่อย ๆ ลดลง เพราะผู้บริโภคทั่วไปไม่ได้ซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบเดิมมากเท่าในอดีต บริษัทใหญ่อย่าง Seagate และ Western Digital จึงเคยเผชิญช่วงเวลายากลำบากเมื่อราว 3-4 ปีก่อน จากภาพตลาด PC ที่ชะลอตัว และความเข้าใจว่า Storage แบบเก่าอาจถูกแทนที่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าสนใจกว่านั้น เพราะ Cloud ไม่ได้ทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูลหายไป ตรงกันข้าม Cloud ทำให้ข้อมูลถูกรวมศูนย์ไปอยู่ใน Data Center ขนาดใหญ่ และเมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ ประมวลผล และสำรองกลับเพิ่มขึ้นมหาศาล
AI ไม่ได้ต้องการแค่ชิปประมวลผลอย่าง GPU เท่านั้น แต่ยังต้องการโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่าย สายสัญญาณ ไปจนถึงระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ Data Center หนึ่งแห่งไม่ได้มีเพียงชิป AI แต่ต้องมี Storage จำนวนมหาศาลเพื่อรองรับข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นตลอดเวลา ทั้งข้อมูลฝึกโมเดล (Training Data)
ข้อมูลผู้ใช้งาน ข้อมูลวิดีโอ ข้อมูลภาพ ข้อมูลธุรกิจ และข้อมูลสำรอง สิ่งนี้ทำให้ Hard Disk Drive กลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลต้นทุนต่อหน่วยต่ำสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่
ประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ของการฟื้นตัวนี้ แต่เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลกในอุตสาหกรรม HDD มาอย่างยาวนาน เงินลงทุนจำนวนมากของบริษัทระดับโลกอย่าง Seagate และ Western Digital ผูกอยู่กับประเทศไทย ขณะที่ Supply Chain รอบข้างก็มีผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับจ้างผลิต ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ผลิตเครื่องมือ และผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมจำนวนมากตั้งอยู่ในไทย นี่คือจุดที่มักถูกมองข้าม
เพราะเวลาพูดถึง AI คนจำนวนมากจะนึกถึง Nvidia, Microsoft, Google, Amazon หรือบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ แต่ในความเป็นจริง AI Supply Chain กระจายตัวอยู่ทั่วโลก และไทยมีโอกาสอยู่ในบางส่วนของห่วงโซ่นี้ โดยเฉพาะชิ้นส่วนและระบบสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เรื่องนี้สะท้อนว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยอาจไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโลกเก่าไปสู่โลกใหม่ ผู้ประกอบการไทยที่ยังผลิตสินค้าแบบเดิม แข่งขันด้วยราคาถูกเพียงอย่างเดียว ย่อมเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผู้ประกอบการที่สามารถยกระดับตัวเอง เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ใหม่ จะมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับเมกะเทรนด์ของโลก
ตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านที่ดีมากคือ Corning หรือ GLW ในสหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ในอดีตมีภาพจำเกี่ยวข้องกับสินค้าแก้ว เครื่องครัว และจานชาม แต่เมื่อโลกเปลี่ยน Corning ไม่ได้หยุดอยู่กับธุรกิจเดิม บริษัทค่อย ๆ พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ กระจกพิเศษ ใยแก้วนำแสง และชิ้นส่วนเทคโนโลยี จนกลายเป็น Supplier สำคัญให้กับอุตสาหกรรมยุคใหม่
ตั้งแต่กระจกหน้าจอสมาร์ตโฟน ไปจนถึง Optical Fiber ที่ใช้ในระบบสื่อสารและ Data Center บริษัทที่เคยอยู่ในภาพอุตสาหกรรมดั้งเดิม จึงสามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกเทคโนโลยีได้
กรณีของ Corning ให้บทเรียนที่สำคัญมากสำหรับไทย เพราะการรอดในโลกอุตสาหกรรมไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งทุกอย่างที่มีอยู่เดิม แต่ต้องรู้ว่าจะใช้ความสามารถเดิมต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ได้อย่างไร หากเดิมไทยมีความแข็งแรงด้านการผลิต มีโรงงาน มีวิศวกร มีช่างเทคนิค มี Supply Chain อิเล็กทรอนิกส์ มีฐาน HDD มีฐานยานยนต์ มีฐาน PCB มีฐานชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยยังแข่งขันได้หรือไม่ แต่คือไทยจะยกระดับฐานเหล่านี้เข้าสู่ Supply Chain ยุคใหม่ได้เร็วแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ของ AI, Data Center, Semiconductor, Optical Network หรือ Digital Infrastructure อย่างเต็มที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นบทบาทสำคัญของตลาดทุนไทยด้วย
หลายคนอาจมองว่าตลาดหุ้นไทยควรมีแต่บริษัทสัญชาติไทย แต่ในโลกการลงทุนยุคใหม่ ความสำเร็จของตลาดทุนไม่ได้วัดจากสัญชาติของผู้ถือหุ้นหรือผู้ก่อตั้งเพียงอย่างเดียว หากวัดจากมูลค่าที่สร้างขึ้นให้กับระบบเศรษฐกิจ ตลาดทุน และนักลงทุนในประเทศ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือหุ้น DELTA ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่และรากฐานธุรกิจมาจากไต้หวัน แต่เลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักมานานหลายทศวรรษ และเลือกจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย จนปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่สุดของประเทศ
ในวันที่มูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นไทยกลับมายืนเหนือระดับ 20 ล้านล้านบาทอีกครั้ง DELTA ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของ Market Cap ไทยอย่างมีนัยสำคัญ
หากมองในมุมของตลาดทุน DELTA คือหนึ่งในตัวอย่างของการนำเข้าความสามารถในการแข่งขันเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทย บริษัทอาจไม่ได้ถือกำเนิดจากผู้ประกอบการไทย แต่สร้างงาน สร้างการส่งออก สร้างห่วงโซ่อุปทาน และสร้างมูลค่าตลาดให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล
ฉะนั้นการจะมองว่าบริษัทนั้นเป็นของคนไทยหรือไม่ คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่กลายเป็นเราจะสามารถดึงดูดบริษัทคุณภาพสูงให้มาสร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่
ในอนาคต หากประเทศไทยกำลังจะมีผู้ผลิตชิ้นส่วน Data Center ผู้ผลิต Optical Component ผู้ผลิตอุปกรณ์ AI Infrastructure ผู้พัฒนา Robotics ผู้ผลิตระบบระบายความร้อน หรือบริษัทซอฟต์แวร์ด้าน AI เกิดขึ้น การแข่งขันจะไม่ใช่เพียงเรื่องการดึงโรงงานเข้ามาลงทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเพื่อดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามาอยู่ในตลาดทุนไทยด้วย
เพราะทุกครั้งที่บริษัทขนาดใหญ่เลือกจดทะเบียนในประเทศ มูลค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนแค่ราคาหุ้น แต่ยังสะท้อนถึงแรงดึงดูดของตลาดทุน สภาพคล่อง ความน่าสนใจต่อนักลงทุนทั่วโลก และศักยภาพในการระดมทุนของบริษัทรุ่นต่อไป
ลองนึกภาพว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยสามารถสร้าง DELTA รุ่นใหม่ ได้อีกหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ AI Server ผู้พัฒนา Data Center ระดับภูมิภาค ผู้ผลิต Optical Transceiver หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์อุตสาหกรรม และบริษัทเหล่านั้นเลือกเข้าตลาดหุ้นไทยทั้งหมด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจมีความสำคัญต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย
เพราะประเทศที่อยู่รอดในอนาคต อาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างบริษัทเทคโนโลยีได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือประเทศที่สามารถทำให้บริษัทเหล่านั้นเลือกเติบโต ระดมทุน และสร้างมูลค่าอยู่ภายในตลาดทุนของตัวเองได้มากที่สุด
หากประเทศไทยสามารถทำเช่นนั้นได้สำเร็จ การเติบโตของ Market Cap ไทยในอนาคตอาจไม่ได้มาจากหุ้นพลังงาน ธนาคาร หรืออสังหาริมทรัพย์เหมือนในอดีต แต่จะมาจากบริษัทที่เชื่อมโยงอยู่กับ AI, Data Center, Cloud, Robotics และ Digital Infrastructure ซึ่งกำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของโลกยุคใหม่
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โฆษณา