เมื่อวาน เวลา 06:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สินค้าเกษตรไทย ขายแค่ผลผลิตไม่พอ! ต้องเพิ่มมูลค่า

จากไร่สู่สินค้าพรีเมียม ผู้ประกอบการไทยใช้คุณภาพ-แหล่งที่มา-อัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นจุดขายเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก หนุน เกษตรแปรรูปไทยโต ส่งออก 4 เดือนพุ่ง 6.5%
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ GranMonte Vineyard & Winery และ Khao Yai Vanilla อำเภอปากช่อง เพื่อศึกษาศักยภาพและติดตามความพร้อมของผู้ประกอบการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าเพิ่ม โดยเปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามการนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาอัตลักษณ์สินค้า
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)
เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออก สะท้อนทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรไทยจากการส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้นไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูป โดยแนวโน้มตลาดโลกในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน เทคโนโลยี และเรื่องราวของสินค้า (Story of Origin) มากขึ้น
โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และแหล่งที่มาชัดเจน ซึ่งถือเป็นโอกาสของสินค้าเกษตรแปรรูปไทยในการเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก สำหรับจังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นพื้นที่สำคัญด้านการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ปากช่องและเขาใหญ่ที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต และผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรสู่สินค้าเกษตรนวัตกรรมได้
จากการลงพื้นที่เยี่ยมชม คือ Khao Yai Vanilla ซึ่งพัฒนาฝักวานิลลาคุณภาพสูงผ่านกระบวนการบ่ม หรือ Vanilla Curing Process จนเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี และผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูป เช่น น้ำตาลวานิลลา น้ำผึ้งวานิลลา และผงวานิลลา โดยมีแผนส่งออกมากกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตในช่วงปี 2570-2580 ไปยังตลาดสำคัญ เช่น ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้
ขณะที่ GranMonte Vineyard & Winery นำองุ่นจากแหล่งเพาะปลูกในเขาใหญ่มาพัฒนาเป็นไวน์ น้ำองุ่น และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ ปัจจุบันมีการส่งออกไปยังสิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงหลายประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี และเคยเข้าร่วมการนำเสนอสินค้าไทยในเวทีระดับนานาชาติ
เจ้าของไร่องุ่น GranMonte เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกขยายจาก 20 ไร่เมื่อเริ่มดำเนินธุรกิจเมื่อ 27 ปีก่อน เป็นประมาณ 300 ไร่ โดยมีผลผลิตไวน์เฉลี่ยราว 150,000 ขวดต่อปี และสามารถผลิตได้ประมาณ 200,000-300,000 ขวดต่อปีในบางช่วง ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตองุ่น
ซึ่งสภาพอากาศในปี 2568 ที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ผลผลิตองุ่นลดลงจาก 190 ตัน เหลือ 150 ตัน ขณะที่ ต้นทุนการผลิตยังได้รับผลกระทบจากราคาถังไม้โอ๊กนำเข้าจากออสเตรเลีย ซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000-100,000 บาทต่อถัง และมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 4-5 ปี
สำหรับการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10-20% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เนื่องจากต้องการให้ผู้บริโภคในประเทศสามารถเข้าถึงไวน์ไทยได้มากขึ้น โดยตลาดส่งออกหลักอยู่ในเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมถึงตลาดยุโรป เช่น ฝรั่งเศส และสวีเดน ซึ่งสิงคโปร์และญี่ปุ่นถือเป็นตลาดสำคัญที่สุดในปัจจุบัน / ส่วนผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เจ้าของไร่ ส่งผลต่อต้นทุนการส่งออกและการทำตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานการค้าระหว่างประเทศ
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277624
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
Facebook PPTV Wealth :
YouTube Wealth :
โฆษณา