VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
8 ชั่วโมงที่แล้ว • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
โปรแกรมเมอร์จะตกงานจริงไหม? เมื่อผู้สร้างภาษา C# และ TypeScript กล่าวว่า AI Code เป็นแค่เรื่อง Joke
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดจนเจ้า AI สามารถเขียนโปรแกรมสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
คำถามที่อยู่ในใจของใครหลายคนในเวลานี้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าสายอาชีพโปรแกรมเมอร์กำลังจะสูญพันธุ์ไปหรือไม่…
หลายคนเริ่มมองว่าการนั่งเรียนรู้วิธีการเขียนโค้ดทีละบรรทัดอาจกลายเป็นเรื่องล้าหลังไปเสียแล้ว
ในเมื่อเราสามารถสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยภาษามนุษย์ปกติผ่านเครื่องมืออัจฉริยะต่างๆ ได้ทันที
รูปแบบการทำงานใหม่ที่สั่งให้ AI เสก Code ตามความรู้สึกโดยที่เราไม่ต้องเข้าใจโครงสร้างอย่างลึกซึ้งกำลังกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมาก
ผู้คนเริ่มเรียกสิ่งนี้ว่า "Vibe coding" ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักพัฒนาหน้าใหม่
แต่ท่ามกลางความตื่นตระหนกและการเปลี่ยนแปลงนี้มีชายคนหนึ่งที่กล้าออกมายืนยันด้วยความมั่นใจว่าวิศวกรซอฟต์แวร์จะไม่มีวันถูกแทนที่
ชายคนนี้ไม่ใช่แค่นักวิจารณ์เทคโนโลยีทั่วไปแต่เขาคือผู้สร้างภาษาโปรแกรมมิ่งระดับโลก
ผลงานของเขาเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบคอมพิวเตอร์และแอปพลิเคชันนับล้านตัวที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน
เขาคนนี้มีชื่อว่า Anders Hejlsberg
เรื่องราวของเขาคนนี้มีความน่าสนใจและมุมมองของเขาก็น่าจะช่วยไขข้อข้องใจให้พวกเราได้เป็นอย่างดี…
หากย้อนกลับไปทำความรู้จักกับชายผู้นี้เราจะพบว่าเส้นทางของเขาเต็มไปด้วยความท้าทายตั้งแต่จุดเริ่มต้น
เขาเริ่มต้นชีวิตในวัยหนุ่มที่ประเทศเดนมาร์กในช่วงปลายยุค 1970
ยุคนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นเรื่องใหม่มากและมหาวิทยาลัยที่เขาศึกษาอยู่ยังไม่มีการเปิดสอนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ
เขาจึงต้องเข้าเรียนในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ทั่วไปและอาศัยความหลงใหลส่วนตัวในการศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง
การเรียนรู้ด้วยตัวเองนี้เองที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่เข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์อย่างลึกซึ้ง
เขาเริ่มต้นสร้างชื่อเสียงในวงการเทคโนโลยีระดับโลกเมื่อเข้าทำงานกับบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังในยุคนั้นอย่าง Borland
ที่บริษัทแห่งนั้นเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานอย่าง Turbo Pascal
รวมถึงเป็นสถาปนิกหลักผู้ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือที่ชื่อว่า Delphi
ทั้งสองสิ่งนี้คือเครื่องมือที่เข้ามาปฏิวัติวงการและทำให้นักพัฒนาในยุคนั้นสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้รวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว
แต่โลกของเทคโนโลยีก็ไม่เคยหยุดนิ่งและการแข่งขันก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ…
ในยุค 1990 สงครามเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปอย่างดุเดือด
ผลิตภัณฑ์ของบริษัท Borland ต้องแข่งขันโดยตรงกับยักษ์ใหญ่แห่งวงการอย่าง Microsoft
ฝั่งคู่แข่งมีอาวุธหนักอย่าง Visual Basic เป็นตัวชูโรงที่ดึงดูดผู้ใช้งานจำนวนมาก
ในโลกธุรกิจเมื่อบริษัทไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งรายใหญ่ได้การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคู่แข่งอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ในปี 1996 เขาจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการย้ายมาร่วมงานกับ Microsoft
เมื่อก้าวเข้ามาอยู่ในอาณาจักรของ Microsoft เขาพบกับความท้าทายที่ใหญ่และซับซ้อนกว่าเดิมมาก
ในยุคนั้นโลกของการเขียนโปรแกรมถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
ขั้วแรกคือกลุ่มที่ใช้งาน Visual Basic ซึ่งเป็นภาษาที่เขียนง่ายและสร้างแอปพลิเคชันได้เร็ว แต่เครื่องมือนี้ก็มีข้อจำกัดเรื่องประสิทธิภาพเมื่อระบบเริ่มมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้น
ในขณะที่อีกขั้วหนึ่งคือกลุ่มที่ใช้งาน C++ ซึ่งเป็นภาษาที่ทรงพลังและดึงประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ออกมาได้สูงสุด
แต่ความทรงพลังนั้นก็แลกมาด้วยความซับซ้อนในการเขียนที่ทำให้นักพัฒนาหลายคนต้องปวดหัว…
โจทย์สำคัญที่เขาต้องแก้คือการหาจุดสมดุลระหว่างความง่ายและความทรงพลังของทั้งสองโลกนี้
เขาต้องการสร้างภาษาโปรแกรมมิ่งที่มอบความยืดหยุ่นในระดับเดียวกับ C++
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้งานง่ายและเป็นมิตรกับผู้พัฒนาเหมือนกับที่ Visual Basic ทำได้
และนั่นคือจุดกำเนิดของภาษาโปรแกรมมิ่งที่มีชื่อว่า C#
ภาษา C# ได้รับการออกแบบมาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ที่เรียกว่า .NET
สิ่งที่ทำให้ภาษานี้โดดเด่นคือการนำแนวคิดเรื่อง Properties และ Events มาผสานเป็นแกนหลักโดยตรง
ซึ่งในอดีตภาษาการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุอื่นๆ ยังไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในระดับโครงสร้างหลักมาก่อน
ปัจจุบันหนึ่งในสามของนักพัฒนาเกมทั่วโลกใช้ภาษา C# ผ่านเครื่องมืออย่าง Unity ในการสร้างผลงาน
นอกจากนี้มันยังอยู่เบื้องหลังระบบหลังบ้านระดับองค์กรและระบบคลาวด์อีกนับไม่ถ้วน…
ความสำเร็จของ C# ยืนหยัดผ่านกาลเวลามาได้ยาวนานกว่าสองทศวรรษ
แต่การเดินทางของนักคิดค้นนวัตกรรมผู้นี้ยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสมาร์ตโฟนพฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนไป
นักพัฒนาเริ่มหันไปพึ่งพาเบราว์เซอร์เป็นช่องทางหลักในการสร้างแอปพลิเคชันให้เข้าถึงผู้คน
เทคโนโลยีเบื้องหลังการทำงานบนเบราว์เซอร์คือ HTML5 และภาษาที่ขาดไม่ได้เลยคือ JavaScript
เมื่อความต้องการพุ่งสูงขึ้นนักพัฒนาจึงเริ่มนำ JavaScript มาเขียนแอปพลิเคชันขนาดใหญ่
แต่ปัญหาใหญ่คือภาษานี้ถูกออกแบบมาตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อใช้เขียนคำสั่งสั้นๆ บนหน้าเว็บเพจเท่านั้น
มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับโปรเจกต์ระดับองค์กรที่มีโค้ดนับแสนบรรทัดตั้งแต่แรก…
เรื่องราวความท้าทายครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมพัฒนา Outlook ได้เข้ามาปรึกษาปัญหาใหญ่กับเขา
ทีมงานกำลังพยายามสร้างแอปพลิเคชันบนเบราว์เซอร์ที่มีขนาดมหึมาแต่การเขียนโค้ดด้วย JavaScript ทำให้ระบบจัดการยากมาก
พวกเขาถึงขั้นต้องนำโค้ด C# มาแปลผลข้ามแพลตฟอร์มให้กลายเป็น JavaScript เพื่อให้จัดการโปรเจกต์ได้
เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นเขาก็ตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาทันที
การนำภาษาอื่นมาแปลงเป็น JavaScript ดูเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัวและไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
ทำไมเราไม่เข้าไปดูว่าข้อบกพร่องของ JavaScript คืออะไรแล้วทำการซ่อมแซมมันจากแก่นแท้เลย
นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของโปรเจกต์ระดับโลกอีกหนึ่งตัวที่มีชื่อว่า TypeScript…
เป้าหมายหลักของ TypeScript ไม่ใช่การแทนที่ JavaScript แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้มัน
เขานำระบบการระบุประเภทตัวแปรแบบตายตัวเข้ามาใส่ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างพิมพ์เขียวที่ชัดเจนให้กับโค้ด
สิ่งนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถตรวจจับข้อผิดพลาดได้ตั้งแต่ตอนที่กำลังพิมพ์โดยไม่ต้องรอให้โปรแกรมล่ม
การเพิ่มระบบนี้เข้าไปทำให้บริษัทสามารถสร้างเครื่องมือสนับสนุนนักพัฒนาที่ยอดเยี่ยมได้อย่างมากมาย
ความสะดวกสบายเหล่านี้ทำให้นักพัฒนาที่ได้ลองใช้แทบไม่อยากกลับไปเขียนรูปแบบเดิมอีกเลย
จากผู้สร้าง C# สู่ผู้ให้กำเนิด TypeScript เราจะเห็นได้ว่าหลักการทำงานของ Anders คือการแก้ปัญหาพื้นฐาน
เขาไม่ได้สร้างนวัตกรรมเพื่อตามกระแสแต่เน้นไปที่การแก้ปัญหาทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อย่างลึกซึ้ง
และวิถีคิดนี้เองที่นำเรากลับมาสู่ประเด็นสำคัญในยุคปัจจุบัน…
ยุคที่เทคโนโลยี AI กำลังพยายามเข้ามาทำหน้าที่แทนนักพัฒนาซอฟต์แวร์
มุมมองของเขาต่อเรื่องนี้ถือเป็นเครื่องเตือนสติที่ดีเยี่ยมสำหรับคนในวงการเทคโนโลยี
เขาเชื่อมั่นว่า AI จะไม่มีวันแย่งงานวิศวกรซอฟต์แวร์ไปได้ทั้งหมด
เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดคือโค้ดทุกบรรทัดที่ AI สร้างขึ้นมานั้นจำเป็นต้องมีที่มาที่ไป
มันต้องทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มและระบบปฏิบัติการที่มนุษย์เป็นผู้สร้างและวางรากฐานเอาไว้
สำหรับการทำงานประเภทที่มีการทำซ้ำๆ ตามแบบแผนแน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ทำได้ดีมาก
เพราะมันถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลมหาศาลจนสามารถเลียนแบบและดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วได้อย่างเชี่ยวชาญ
แต่เมื่อพูดถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่หรือการคิดค้นตรรกะทางธุรกิจที่ซับซ้อน
สิ่งเหล่านี้คือจุดที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดไปได้…
มันไม่มีความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึกว่าโครงสร้างข้อมูลแบบใดจะเหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโต
มันไม่สามารถออกแบบฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่หรือระบบปฏิบัติการใหม่ที่โลกยังไม่เคยมีมาก่อนได้
สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยมนุษย์ที่มีความเข้าใจในหลักการพื้นฐานอย่างลึกซึ้งเท่านั้น
AI จึงทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ "ตัวเร่งปฏิกิริยา" ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
มันจะเข้ามาช่วยรับภาระงานที่น่าเบื่อหน่ายและต้องทำซ้ำๆ อย่างการตรวจสอบข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ
เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการงานพื้นฐานเหล่านี้นักพัฒนาก็จะมีเวลามากขึ้น
พวกเขาจะสามารถไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบได้เต็มที่
ซึ่งงานในส่วนนี้ต่างหากที่เป็นการสร้างมูลค่าอย่างแท้จริงให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี…
ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่เขามักจะเห็นจากผู้ที่เริ่มต้นศึกษาการเขียนโปรแกรมคือความรีบร้อน
หลายคนใช้เวลาไม่เพียงพอในการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังเครื่องมือต่างๆ
คนจำนวนมากกระโดดเข้าไปท่องจำไวยากรณ์ของภาษาโปรแกรมเพื่อหาวิธีเขียนโค้ดให้เสร็จไปวันๆ
แต่พวกเขาไม่เคยหยุดถามตัวเองเลยว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการทำงานเหล่านั้นคืออะไร
การเข้าใจว่าโครงสร้างข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างไรในหน่วยความจำเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการจำคำสั่ง
เมื่อผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจแก่นแท้ของระบบคอมพิวเตอร์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ภาษาโปรแกรมมิ่งก็จะกลายเป็นเพียงแค่เครื่องมือหรือเปลือกนอกเท่านั้น…
เพราะตรรกะและหลักการที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างเหล่านั้นจะยังคงเหมือนเดิมเสมอไม่ว่าจะเปลี่ยนเครื่องมือไปกี่ครั้ง
สำหรับใครที่อยากจะก้าวหน้าและได้รับการยอมรับจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
คำแนะนำอันดับต้นๆ จาก Anders คือการสร้างผลงานที่สามารถพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้โลกได้เห็น
การลงมือเขียนโค้ดและนำผลงานไปแบ่งปันบนพื้นที่จัดเก็บอย่าง GitHub ถือเป็นสิ่งสำคัญ
การสร้างเครื่องมือบางอย่างด้วยมือของตัวเองคือการแสดงให้เห็นถึงทักษะในการแก้ปัญหาจริง
ผลงานเหล่านี้จะกลายเป็นพื้นที่แสดงความสามารถที่ดีที่สุดและน่าเชื่อถือยิ่งกว่าใบ Cert ใดๆ…
เทคโนโลยีใหม่ๆ มักจะเกิดขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตของมนุษย์ง่ายขึ้นเสมอ
มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อลบสายอาชีพใดทิ้งไปแต่มันเกิดขึ้นมาเพื่อยกระดับขีดความสามารถของเรา
สิ่งที่ชี้วัดความอยู่รอดของคนทำงานในอนาคตจึงไม่ใช่ความสามารถในการจดจำวิธีเขียนโค้ด
แต่คือความสามารถในการทำความเข้าใจสถาปัตยกรรมของระบบและการเลือกใช้โครงสร้างข้อมูลที่ถูกต้อง
รวมถึงการมีทักษะในการพลิกแพลงและแก้ปัญหาที่เครื่องจักรไม่มีวันเข้าใจ
ความหลงใหลในการทำความเข้าใจรากฐานของปัญหาคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้า
และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมสายอาชีพนี้จะยังคงอยู่และมีความสำคัญต่อไปอีกยาวนานนั่นเองครับผม…
References : [microsoft, github, borland, wikipedia]
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/ai-code-is-just-a-joke/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
VoxPop :
www.voxpop.com/tharadhol.blog
Fanpage :
Twitter :
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
Youtube :
Linkedin :
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
การลงทุน
3 บันทึก
6
1
3
6
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews