8 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

⚠️ หุ้นชิปสะดุด ราคาน้ำมันร่วง และสายตาจับจ้องไปที่เก้าอี้ร้อนประธาน Fed คนใหม่

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่าสุดเกิดอาการชะงักงัน หลังจากที่ดัชนีหลักๆ พุ่งทะยานจนเกือบจะทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลดลงไปถึง 1.9% หรือเกือบ 2% เนื่องจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป (Chipmakers) ที่ก่อนหน้านี้บวกขึ้นมาอย่างร้อนแรงและต่อเนื่อง การปรับฐานในกลุ่มเทคโนโลยีครั้งนี้ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.6% ตามไปด้วย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดเราเรียกว่า Sector Rotation หรือการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรมในการลงทุน พูดง่ายๆ คือ นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ราคาพุ่งไปสูงแล้ว เข้าสู่หุ้นในกลุ่มวัฏจักร (Cyclical Sectors) ที่มีความอ่อนไหวและเติบโตตามสภาพเศรษฐกิจจริง ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones พุ่งสวนทางขึ้นมา 0.6% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นโลกอย่างดัชนี MSCI World ปรับตัวลดลง 0.4%
🏦 สัญญาณเปลี่ยนผ่านที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กับความท้าทายของ Kevin Warsh
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินในตลาดเกิดการชะลอตัวและเลือกที่จะรอดูสถานการณ์ เป็นเพราะนักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ซึ่งความพิเศษสุดๆ ของการประชุมครั้งนี้คือ เป็นการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่อย่าง Kevin Warsh ซึ่งตลาดกำลังพยายามถอดรหัสว่าประธานคนใหม่จะใช้โอกาสสำคัญครั้งแรกนี้ในการรีเซ็ตหรือปรับเปลี่ยนความคาดหวังของตลาดทุนอย่างไร
ความน่าสนใจคือ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เรื่องเล่าหรือ Narrative ของตลาดการเงินเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเดิมที่ทุกคนเคยตั้งคำถามว่า "ปีนี้ Fed จะลดดอกเบี้ยกี่ครั้ง?" กลายมาเป็นคำถามที่ว่า "จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกกี่ครั้งที่ถูกยกขึ้นมาพิจารณา?"
สิ่งนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังเผชิญกับภาวะ Higher-for-longer หรือการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงยาวนานขึ้น
นอกจากนี้นักลงทุนยังตั้งข้อสงสัยว่า Fed ยุคของ Warsh จะเปลี่ยนวิธีการสื่อสารอย่างไร โดยเฉพาะรายงานสรุปประมาณการเศรษฐกิจ หรือ SEP (Summary of Economic Projections) ว่าจะถูกปรับลดเนื้อหาลงหรือไม่ ซึ่งรายงานฉบับนี้มีความสำคัญมากเพราะบรรจุตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมถึงแผนภูมิพล็อตจุด หรือ Dot Plot ที่แสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายแต่ละท่านคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะมุ่งหน้าไปทางไหนในอนาคต
โดยทางนักยุทธศาสตร์จาก TD Securities คาดการณ์ว่า การประชุมครั้งนี้อาจเห็นการลดน้ำหนักของแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Easing Bias) มีการปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ และตัวเลขค่ากลางใน Dot Plot อาจแสดงให้เห็นว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยเลยทั้งในปีหน้าและตลอดปี 2026 การส่งสัญญาณและโทนเสียงในการประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดไปอีกหลายสัปดาห์
📜 ร่างข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ฉุดราคาน้ำมันดิ่งและดันบอนด์ยิลด์ลดลง
อีกหนึ่งปัจจัยบวกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้ามาเขย่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดตราสารหนี้คือ ความคืบหน้าครั้งสำคัญที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเตรียมการที่จะลงนามในข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวอย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้ ณ Bürgenstock รีสอร์ทบนภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์
คาดว่ารองประธานาธิบดี JD Vance จะเป็นผู้นำคณะผู้แทนของสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านจะมี Mohammad Bagher Ghalibaf ประธานรัฐสภาเป็นตัวแทน ซึ่งสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่อิหร่านมากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์
ข่าวการบรรลุข้อตกลงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ดิ่งลงอย่างรุนแรงถึง 5.2% ปิดที่ 76.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ก็ร่วงลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเช่นกัน ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นวันที่สี่ จากระดับสูงสุดที่เคยพุ่งไปถึง 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนเมษายน
การร่วงลงของราคาน้ำมันนี้เป็นตัวเร่งให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ Bond Yield ปรับตัวลดลงทั่วโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลง 4 จุดเบสิส (Basis Points) มาอยู่ที่ 4.44% พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ลดลง 2 จุดเบสิส อยู่ที่ 2.93% และพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี ลดลง 2 จุดเบสิส อยู่ที่ 4.79%
ขณะที่ราคาทองคำสปอตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% แตะระดับ 4,331.96 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล Bitcoin ปรับตัวลดลง 1.4% อยู่ที่ 65,547.34 ดอลลาร์ และ Ether ลดลง 1.5% อยู่ที่ 1,788.42 ดอลลาร์
สำหรับตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.2% อยู่ที่ 1.1608 ดอลลาร์ เงินปอนด์อังกฤษทรงตัวที่ 1.3423 ดอลลาร์ และเงินเยนญี่ปุ่นทรงตัวที่ 160.47 เยนต่อดอลลาร์
เมื่อเจาะลึกไปที่ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ชั่วคราว 14 ข้อ ที่ทางบลูมเบิร์กได้เห็น ข้อตกลงนี้จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเจรจาในรายละเอียดอีก 2 เดือนข้างหน้าเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและประเด็นอื่นๆ โดยอิหร่านจะได้รับการยกเว้นจากการคว่ำบาตรเพื่อให้สามารถกลับมาขายน้ำมันได้ในทันที ขณะที่สิทธิประโยชน์ทางการเงินอื่นๆ จะถูกชะลอออกไปก่อน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ มีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ให้แก่อิหร่าน โดยสหรัฐฯ จะระดมทุนจากประเทศอื่นและภาคเอกชนมาร่วมลงทุนด้วย อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวยังระบุว่า สหรัฐฯ รับปากจะดำเนินการปลดล็อกเงินทุนของอิหร่านมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ในกาตาร์และที่อื่นๆ ให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทว่ายังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัด
แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศส จะกล่าวว่าข้อตกลงนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีและบรรลุสิ่งที่เขาต้องการถึง 99.9% โดยเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามหรือนำเงินไปลงทุนในอิหร่านโดยตรง แต่คนในแวดวงพลังงานและบริษัทเดินเรือต่างยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับความเร็วในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และอลูมิเนียมที่สำคัญของโลก
ยุโรปพร้อมส่งเรือเคลียร์ทุ่นระเบิดแต่ยังกังวลเรื่องความเสี่ยง และไม่เชื่อว่าช่องแคบจะเปิดได้เต็มที่ในวันศุกร์นี้ตามที่ทรัมป์สัญญา ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังส่งสัญญาณว่าจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมการนำร่องการเดินเรือหลังจากผ่านพ้นช่วงเจรจา 60 วันไปแล้ว ขัดแย้งกับคำกล่าวของทรัมป์ที่บอกว่าจะเปิดให้ผ่านฟรีตลอดไป
ความไม่แน่นอนนี้บวกกับความเหนื่อยล้าของทรัมป์ที่เพิ่งฉลองอายุครบ 80 ปีไปเมื่อวันอาทิตย์ และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอนที่ยังคุรุ่น ล้วนเป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะข้อตกลงระบุว่าต้องมีการหยุดยิงในทุกแนวรบ แต่อิสราเอลยังต้องการสู้รบต่อ
🔥 อัปเดตข่าวเด่นรายบริษัท: จากดีลยักษ์ใหญ่ SpaceX สู่มรสุม AI ของ Anthropic
ข้ามมาดูกระแสข่าวรายบริษัทในฝั่งวอลล์สตรีทกันบ้าง เริ่มต้นด้วยความร้อนแรงของ SpaceX ที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานเกือบ 50% หลังการซื้อขายหุ้นที่เสนอขายต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (Post-IPO) ล่าสุดบริษัทได้บรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการในการเข้าซื้อกิจการ Cursor สตาร์ทอัพผู้พัฒนาเครื่องมือเขียนโค้ดด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยมูลค่าดีลสูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของอีลอน มัสก์ ในการเร่งพัฒนาศักยภาพเพื่อตามให้ทันคู่แข่งในตลาดเทคโนโลยี
ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โฮเวิร์ด ลุตนิก ได้ส่งจดหมายเตือนไปยังบริษัท Anthropic PBC สตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ โดยระบุว่าบริษัทจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลก่อนที่จะให้ชาวต่างชาติเข้าถึงโมเดล AI ที่ก้าวหน้าที่สุดอย่าง Fable 5 และ Mythos 5 ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก พร้อมขู่ว่าจะลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาหากฝ่าฝืน
1
การแทรกแซงครั้งใหญ่ที่สุดจากรัฐบาลครั้งนี้ส่งผลให้ Anthropic ต้องปิดการเข้าถึงโมเดลทั้งสองระบบทันทีเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยทางบริษัทเชื่อว่าคำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลพบช่องโหว่ที่อาจทำให้ผู้ใช้สามารถแหกกฎควบคุมหรือ Jailbreak ระบบของ Fable 5 ได้
ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ Anthropic ได้ยื่นเอกสารลับเพื่อเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ด้วยมูลค่าประเมินของบริษัทที่พุ่งทะลุ 900,000 ล้านดอลลาร์ โดยทาง Anthropic มองว่ามาตรการของรัฐบาลนั้นเกินกว่าเหตุและอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในภาพรวม
ปิดท้ายด้วยกลุ่มธุรกิจอาหารและโบรกเกอร์ โดยบริษัท Yum! Brands ประกาศขายกิจการ Pizza Hut ในส่วนที่กำลังประสบปัญหาและผลงานไม่สู้ดีนักด้วยมูลค่า 2,700 ล้านดอลลาร์ เพื่อปรับกลยุทธ์หันไปทุ่มเทและโฟกัสกับแบรนด์ที่ทำผลงานได้ดีกว่าอย่าง KFC และ Taco Bell
ขณะที่แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ยอดนิยมอย่าง Robinhood Markets ประกาศเลิกจ้างพนักงานเพิ่มอีก 10% หรือคิดเป็นจำนวนราว 300 ตำแหน่ง เพื่อรักษาโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่น กระชับ และมีวินัยในการบริหารต้นทุนระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่นเดียวกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Rivian Automotive ที่กำลังดำเนินการเลิกจ้างพนักงานหลายร้อยตำแหน่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายในระหว่างการเร่งเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดค่ะ
🎯 คหสต
ในมุมมองของนิคกี้เอง การปรับฐานของ Nasdaq และหุ้นกลุ่มชิปในรอบนี้ไม่ใช่สัญญาณวิกฤต แต่เป็นจังหวะ "พักหายใจ" ที่สมเหตุสมผลและจำเป็นมากค่ะ เพราะที่ผ่านมาตลาดวิ่งขึ้นมารับความคาดหวังล่วงหน้าจน Valuation ตึงตัวพอสมควร การเกิด Sector Rotation หมุนเงินไปหาหุ้นกลุ่มวัฏจักร ผนวกกับราคาน้ำมันที่ดิ่งลงจากดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ถือเป็นผลดีในเชิงโครงสร้างเพราะมันช่วยตัดฟืนที่เป็นเชื้อไฟของเงินเฟ้อออกไป ทำให้แรงกดดันต่อประธาน Fed คนใหม่อย่าง Kevin Warsh ลดลงตามไปด้วย
แม้ตลาดจะกังวลเรื่อง Higher-for-longer หรือการปรับ Dot Plot ที่อาจไม่มีการลดดอกเบี้ยเลย แต่นิคกี้มองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความกังวลนี้ไปล่วงหน้าบางส่วนแล้ว
ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำตอนนี้ไม่ใช่การตื่นตระหนกเทขายตามอารมณ์ตลาด แต่คือการใช้จังหวะที่บิ๊กเทคย่อตัวลงมาหาแนวรับสำคัญในการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแกร่งที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงเข้าสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ต่ำลง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ Narrative ใหม่ของตลาดที่กำลังจะเลือกข้างหลังจบการประชุม FOMC นี้ค่ะ
โฆษณา