VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
17 มิ.ย. เวลา 08:10 • ประวัติศาสตร์
ดินแดนต้องห้าม
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวานนี้มีอุบัติเหตุทางการบินครั้งสำคัญเกิดขึ้นที่สหรัฐฯ หลังจากที่ผู้เขียนไปร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการกับคุณลุงดำเนิน บุญญะโสภัต ในสถานีวิทยุของวัดสันป่ายางหลวง คลื่นความถี่ FM103.75 เมกกะเฮิร์ซ ในรายการ "สัพเพเหระ"
ผู้เขียนกลับมานั่งทานมะม่วงที่บ้านแล้วทราบข่าวจากวิทยุในมือถือที่คุณแม่ของผู้เขียนเปิดมีรายงานว่าเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งก็เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด Boeing B-52 Stratofortress
เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบนี้เคยนำเสนอไปแล้วเมื่อ 1 ปีก่อน แต่ว่ากลับมาวันนี้ก็ต้องกลับมานำเสนออีกครั้งหลังจากที่ทราบข่าวว่าได้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ทางการบินตามข่าวที่เกิดขึ้น ผู้เขียนจึงขอนำบทความนี้มานำเสนออีกครั้งให้ทุกท่านได้อ่านกันหนำใจ
B-52 และผองเพื่อน
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความผู้เขียนขอประกาศให้ทุกท่านทราบว่าภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Supakrit Falcon ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้มทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
USAF B-52
ที่ประเทศลาวในปีค.ศ.2026 ในช่วงเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังเจริญเติบโตตามรอยประเทศที่เจริญแล้ว ก็มีความเหลื่อมล้ำในนอกตัวเมืองเกิดขึ้นในประเทศลาว ไม่ใช่เพราะพิษเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติที่ส่งผลต่อยอดขายของพ่อค้าแม่ค้าในประเทศนี้ แต่ยังมีมรดกจากสงครามลับในลาวที่ฝังไว้ราวกับไมโครชิพในคอมพิวเตอร์
ทุ่งนาอันแสนกว้างใหญ่ต่างมีชาวนาคนแล้วคนเล่า เดินเข้าไปทำนาเก็บเกี่ยวข้าว แล้วก็กลายเป็นลูกหลงจากระเบิดที่เพิ่งจุดชนวน แม้จะเป็นแค่ระเบิดลูกปรายแต่มันก็ได้นำมาซึ่งหายนะ บางครั้งไปขุดดินเพื่อปลูกต้นไม้ก็ไปเจอลูกระเบิดที่ไม่ทำงานฝังลงไปในดิน ทำให้ต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจแล้วทำการเก็บกู้ไประเบิดทำลายทิ้ง
ไม่ใช่แค่ตามทุ่งนาเท่านั้น แต่ในป่ายังมีดวงวิญญาณทหารเวียดกง ทหาร NVA ทหารลาวแดงที่วนเวียนตามป่า ตามห้วยหนองลำธาร ตามภูเขา จากพิษร้ายของการโจมตีทางอากาศที่สร้างหายนะบนแผ่นดินนี้ วิญญาณเหล่านี้ยังไม่ไปเกิดใหม่เพราะพวกเขาไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายจากแรงระเบิดของอสูรกายเหล็กที่มาจากฟ้า
ในขณะเดียวกันเจ้าอสูรกายเหล็กลอยฟ้านี้ก็ปกป้องประเทศไทยไม่ให้ล้มตามทฤษฎีโดมิโน เพราะหากล้มแล้วหรืออเมริกาถอนตัวออกไป ประเทศไทยจะตกอยู่ภายใต้ความเป็นโลกสังคมนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
เจ้าของสมญานามอสูรกายเหล็กลอยฟ้านี้คือ Boeing B-52 Stratofortress หรือที่เหล่าทหารอากาศเรียกกันติดปากว่า "BUFF" ย่อมาจาก Big Ugly Fat Fellow คือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ที่เป็นเสมือนปู่แห่งน่านฟ้า มันเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใครๆต่างก็เรียกว่าเป็น Iconic แห่งสงครามเวียดนาม ด้วยรูปทรงภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์ นี่คือเรื่องราวของสุดยอดเครื่องบินรบที่จะได้เห็นต่อจากนี้
Boeing B-52 Stratofortress
จุดกำเนิดของ Boeing B-52 Stratofortress หรือเจ้าของฉายาปลาวาฬปล่อยไข่หรืออีกฉายาหนึ่งคือ "อสูรกายเหล็กลอยฟ้า" มีจุดเริ่มต้นที่น่าทึ่ง สิ่งใดที่เกิดขึ้นนั้นหาใช่ความบังเอิญไม่ แต่เกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผลตามมา
ย้อนกลับไปในปีค.ศ.1946 แผนการสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์มีพิสัยการบินไกลได้ถูกเสนอต่อกองทัพอากาศสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก โดยแบบร่างดั้งเดิมที่มีชื่อว่า XB-52 นั้น แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เราเห็นในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะมันถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องบินที่ใช้เครื่องยนต์ใบพัด 6 เครื่อง
อีกสองปีต่อมาในปีค.ศ.1948 แนวคิดเครื่องยนต์ใบพัดถูกปฏิเสธ เนื่องจากกองทัพอากาศสหรัฐฯต้องการอยู่กีบปัจจุบันด้วยการก้าวเข้าสู่ยุคเจ็ตและต้องการเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการทดสอบมาก่อน ซึ่งทีมวิศวกรใช้เวลาเพียง หนึ่งช่วงสุดสัปดาห์ ในการระดมสมองและออกแบบใหม่
Boeing B-52 Stratofortress ขึ้นทำการบินครั้งแรกในปีค.ศ.1954 หรือเมื่อ 72 ปีที่แล้ว
พวกเขาได้สร้างแบบจำลองจากไม้บัลซ่าและเขียนรายงานสรุปแนวคิดหนา 33 หน้า ซึ่งทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯประทับใจมากเหมือนได้สาวคนหนึ่งมาเป็นแฟน จนมีการสั่งซื้อ B-52 จำนวน 13 เครื่องแรกจาก Boeing ทันที
ต่อมาการทดสอบเกิดขึ้นทันทีหลังจากการออกแบบที่รวดเร็วนั้น B-52 เริ่มทะยานขึ้นจากฐานทัพอากาศ Edwards แล้วทำการบินบนฟ้าครั้งแรกในปีค.ศ.1954 และเริ่มบินอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มิถุนายนค.ศ.1955 ที่ฐานทัพอากาศ Castle รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานเครื่องบินทิ้งระเบิดที่เป็นเครื่องจักรสงครามขนาดมหึมาในการสร้างกำแพงกั้นโฮจิมินเทรลไม่ให้มาถึงไทยด้วยระเบิดไม่ต่ำกว่าสิบลูกร้อยลูก
B-52 Stratofortress ถือเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ที่มีความน่าเกรงขามเมื่อมันมาปรากฎตัวเหนือภูมิประเทศอันเต็มไปด้วยป่าไม้ภูเขาที่สลับซับซ้อนนั่นคือสงครามเวียดนาม แต่ก่อนจะไปดูผลงานของ B-52 ในสงครามที่ยาวนานนี้ ขอแทรกด้วยการออกแบบและสมรรถนะที่โดดเด่นของอากาศยานแบบนี้
เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52 มีความยาวประมาณ 159 ฟุต 4 นิ้ว, ปีกกว้าง 185 ฟุต และสูง 40 ฟุต 8 นิ้ว โดยมีน้ำหนักตัวเปล่าประมาณ 78 ตัน โครงสร้างปีกทำจากเหล็กกล้าผสมอัลลอยและแมกนีเซียมที่มีความแข็งแกร่งแต่ยืดหยุ่น ปีกของมันยาวและยืดหยุ่นมากจนอาจสัมผัสพื้นได้หากเชิดหัวขึ้นมากเกินไปขณะบินขึ้น ทำให้มันต้องบินขึ้นในลักษณะที่ ลำตัวเกือบขนานกับพื้น และใช้รันเวย์ที่ยาวมากโดยเฉพาะที่สนามบินอู่ตะเภา ณ จังหวัดระยอง ประเทศไทย
B-52H
ความพิเศษอย่างหนึ่งคือ B-52 ไม่มี Ailerons เหมือนเครื่องบินทั่วไป แต่ใช้สปอยเลอร์ (Spoilers) และแฟลปในการควบคุมการเอียงเพื่อเลี้ยวเครื่อง โดยระบบควบคุมการบินทั้งหมดพึ่งพาระบบไฮดรอลิกเป็นหลัก
ฐานล้อประกอบด้วยฐานล้อหลัก 4 ชุด และล้อประคองที่ปลายปีกอีก 2 ชุด ฐานล้อหลักสามารถปรับทำมุมเฉียงได้ หรือที่เรียกว่า "Crab walk" เพื่อช่วยในการลงจอดท่ามกลางกระแสลมแรงขวางรันเวย์
สำหรับระบบดีดตัวนั้น มีความแตกต่างกันตามตำแหน่งที่นั่ง โดยลูกเรือชั้นบนจะดีดตัวขึ้นด้านบน ส่วนเจ้าหน้าที่ชั้นล่างจะดีดตัวลงด้านล่าง B-52 ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต Pratt and Whitney TF-33 ถึง 8 เครื่อง ติดตั้งเป็นคู่ที่ฝาครอบเครื่องยนต์ซึ่งมีจุดยึด 4 จุดใต้ปีก
เมื่อมาดูขีดความสามารถในการบรรทุกพบว่า B-52 สามารถบรรทุกอาวุธได้หนักถึง 70,000 ปอนด์ (ประมาณ 31.7 ตัน) ทั้งอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธทั่วไป โดยติดตั้งได้ทั้งภายในตัวเครื่องและที่ราวแขวนใต้ปีก ภายในตัวเครื่องมีระบบ Rotary Weapon Bay แบบหมุนที่สามารถบรรทุกขีปนาวุธร่อนได้ครั้งละหลายลูก และสามารถปล่อยอาวุธนำวิถีด้วยเลเซอร์หรือระเบิดธรรมดาได้ในปริมาณมหาศาล
เนื่องด้วยความเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลที่ถูกออแบบมาให้ทำภารกิจพิเศษคือการบินไปทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในสหภาพโซเวียต มันจึงสามารถบินข้ามทวีปได้โดยอิงอาศัยการเติมน้ำมันกลางอากาศจากเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 หรือ KC-10 ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่ามันได้สร้างสถิติบินได้ไกลกว่า 12,500 ไมล์โดยไม่หยุดพักและไม่เติมน้ำมันที่สนามบินบนดิน
แม้ว่าเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 จะเริ่มเข้าประจำการตั้งแต่ปีค.ศ.1955 หรือไม่ทันได้รบในสงครามเกาหลี แต่สงครามเวียดนามถือเป็นสมรภูมิที่ทำให้โลกจดจำความน่าเกรงขามของมันในฐานะปลาวาฬจอมปูพรมอย่างเต็มตัว เพื่อตอบโจทย์การโจมตีทางอากาศในสงครามเวียดนาม B-52 ได้รับการดัดแปลงครั้งใหญ่ภายใต้โครงการชื่อ "Big Belly" เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกลูกระเบิดภายในตัวเครื่อง
จากเดิมที่บรรทุกได้เพียง 24-27 ลูก พุ่งสูงขึ้นเป็น 84 ลูกสำหรับระเบิดขนาด 500 ปอนด์ทำให้เมื่อนับรวมกับระเบิดที่แขวนไว้ใต้ปีกแล้ว B-52 เครื่องหนึ่งสามารถบรรทุกระเบิดได้รวมถึง 108 ลูก หรือน้ำหนักกว่า 60,000 ปอนด์
B-52 ถือเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ปรากฎตัวบ่อยบนสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี และภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม
ในช่วงสงครามเวียดนามมีการจัดหมู่บิน B-52 เพียง 6 เครื่องเพื่อทิ้งระเบิดพร้อมกัน โดยมีอานุภาพการทำลายล้างรุนแรงใกล้เคียงกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีเลยทีเดียว จนมีภาพจำแห่งการทำ Carpet Bombing ในภาพสงครามเวียดนามเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวทีวี นิตยสารทางทหาร หนังสือพิมพ์ หรือภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม โดยการนำภาพฝูงบินทิ้งระเบิดสหรัฐฯทิ้งฝนเหล็กบนอากาศเป็นหมู่มาจนถึงปัจจุบัน
ภาพฝนเหล็กที่เห็นไม่ใช่ฝนที่ตกแล้วมีน้ำท่วม ไม่ใช่ฝนที่ตกแล้วชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้ ตกแล้วทำให้ต้นไม้น้อยใหญ่ในป่าเจริญงอกงาม แต่เป็นฝนที่ก่อให้เกิดเปลวไฟด้วยอำนาจการทำลายของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ที่โจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องราวกับสายฝนลงสู่พื้นที่ชนบทของเวียดนาม ซึ่งในช่วงแรกถูกใช้โจมตีฐานที่มั่นของเวียดกงในพื้นที่ที่มีประชากรเบาบาง
แน่นอนว่าเหรียญมันก็มีสองด้าน มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี สำหรับกองทัพอากาศสหรัฐฯ B-52 คือสัญลักษณ์ของแสนยานุภาพทางทหารที่ไร้เทียมทาน แต่สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องล่างใต้ประตูห้องทิ้งระเบิด มันคือสัญลักษณ์ของความตายและการทำลายล้างที่ยากจะจินตนาการ เดิมที B-52 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในระดับความสูงในช่วงสงครามเย็น แต่สงครามเวียดนามได้บีบให้มันต้องปรับตัวตามกาลเวลามาเป็นการทิ้งระเบิดธรรมดาในปริมาณมหาศาลแทน
นอกจากนี้ ในช่วงปลายสงครามเวียดนาม B-52 ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในทฤษฎีคนบ้าหรือ Madman Theory ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน โดยมีการสั่งให้ B-52 บรรทุกอาวุธนิวเคลียร์เต็มอัตราศึกบินลาดตระเวนใกล้พรมแดนสหภาพโซเวียตเพื่อข่มขวัญและกดดันให้มีการเจรจายุติสงครามเวียดนาม
เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ปัจจุบันมีการอัพเกรดให้บินได้ถึงปีค.ศ.2050
เมื่อเข้าสู่เหตุการณ์หลังจากที่กำแพงเบอร์ลินพังทะลายลง สงครามอ่าวได้เริ่มต้นขึ้นด้วย Operation Desert Storm ในปีค.ศ.1991 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ได้กลับมาประกาศศักดาอีกครั้งในฐานะอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ประเดิมเปิดสงคราม
มีเรื่องเล่าว่าในปฏิบัติการ Secret Squirrel มี B-52G จำนวน 7 เครื่องได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการบินระยะไกลกว่า 14,000 ไมล์ ต่อเนื่อง 35 ชั่วโมงจากฐานทัพอากาศ Barksdale ในสหรัฐฯ เพื่อไปทิ้งขีปนาวุธนำวิถีจากอากาศสู่พื้นความเร็วต่ำกว่าเสียง (American subsonic air-launched cruise missile : ALCM) ทำลายโครงข่ายการสื่อสารและไฟฟ้าของอิรัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ขีปนาวุธนำวิถีด้วยระบบ GPS ในการรบจริง
แม้ในช่วงแรกผู้บัญชาการทหารของอิรักจะปรามาสว่า B-52 เป็นเพียงเครื่องบินโบราณจากยุค 1950 แต่พวกเขาก็ต้องพบกับฝันร้ายเมื่อ B-52 บินจากเกาะดีเอโก การ์เซีย เข้าปูพรมระเบิดขนาด 500 ปอนด์ จำนวนกว่า 40 ตันต่อเที่ยวบิน เข้าใส่กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของซัดดัม ฮุสเซน
ตลอด 43 วันของสงคราม B-52 บินไปทั้งสิ้น 1,624 ภารกิจ และทิ้งระเบิดรวมกว่า 72 ล้านปอนด์ คิดเป็น 29% ของระเบิดทั้งหมดที่ใช้ในสงครามครั้งนั้น ทหารอิรักจำนวนมากยอมแพ้ต่อกองกำลังพันธมิตรเพียงเพราะความกลัวต่อการทิ้งระเบิดของ B-52 แม้พวกเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บทางกาย แต่เสียงคำรามและแรงสั่นสะเทือนจากการปูพรมระเบิดได้ทำลายสภาพจิตใจของพวกเขาจนหมดสิ้น
ต้นเหตุแห่งป่าช้าที่เฮี้ยนตั้งแต่ยุคสงครามเย็นในลาว
หลังจบสงครามอ่าว B-52 ยังคงปรากฎตัวเหนือดินแดนตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอิรัก (ปีค.ศ.2003), อัฟกานิสถาน, ซีเรีย และลิเบีย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าปลาวาฬปล่อยไข่แบบนี้ไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเป็นอากาศยานติดอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการสยบศัตรูในทุกสภาพภูมิประเทศและทุกภูมิภาคทั่วโลกที่มันบินไป
จากการใช้งานที่คุ้มค่า กองทัพสหรัฐฯ จึงตัดสินใจลงทุนงบประมาณกว่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่ออัปเกรดเครื่องบินรุ่นนี้ให้กลายเป็นรุ่น B-52J ด้วยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่จากเครื่องยนต์ TF33 รุ่นเก่าที่เลิกผลิตไปแล้วมาเป็นเครื่องยนต์ Rolls-Royce F-130 จำนวน 8 เครื่อง ซึ่งประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 30-40% เพิ่มระยะการบิน และลดภาระการซ่อมบำรุงมหาศาล
มีการติดตั้งระบบเรดาร์ AESA แบบ AN/APQ-188 เป็นการนำเรดาร์ระดับเดียวกับเครื่องบินขับไล่มาติดตั้งเพื่อให้ B-52 สามารถสร้างแผนที่ภาคพื้นดินที่มีความละเอียดสูง ตรวจจับเป้าหมายได้ไกลและแม่นยำขึ้นกว่าเดิม มีการพยายามติดตั้งระบบ "AI Brain" และปรับปรุงห้องนักบินให้เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 และ 6 อย่าง F-22 ,F-35 , F-47 หรือแม้กระทั่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-21 Raider ได้
เหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความเศร้าสลดอย่างยิ่งที่ฐานทัพอากาศ Edwards ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2026 เวลาประมาณ 11:20 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Boeing B-52 Stratofortress หมายเลขที่แพนหางดิ่ง 60061 ประสบอุบัติเหตุตกระหว่างการขึ้นบินเพื่อปฏิบัติภารกิจทดสอบตามปกติ
B-52 รอวันที่จะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด AI แบบแรกของโลก
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ ลูกเรือและเจ้าหน้าที่ทั้ง 8 นายเสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทางทหาร พลเรือนของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่จากบริษัทคู่สัญญา โดยทหารที่ทำงานในกองทัพอากาศสหรัฐฯระบุว่าสภาพการตกนั้นไม่สามารถรอดชีวิตได้และเครื่องบินได้ระเบิดลุกเป็นไฟทันทีหลังการกระแทกพื้น
หมายเลข 60061 บนเครื่องบินเครื่องนี้คือตัวแทนของเครื่องบินทิ้งระเบิดแห่งอนาคต กล่าวคือมันไม่ได้เป็นแค่เครื่องบินทดสอบที่ใช้ชื่อว่า B-52 แต่เป็นเครื่องบินเพียงเครื่องเดียวในขณะนั้นที่ทำหน้าที่เป็นห้องวิจัยลอยฟ้า สำหรับระบบ "AI Brain" และเรดาร์ AESA รุ่น AN/APQ-188 รุ่นใหม่ล่าสุด
ไม่เพียงเท่านี้ในโครงการ B-52J ระบุว่าเครื่องนี้ถูกวางแผนไว้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจผลิตและปรับปรุงฝูงบิน B-52 ที่เหลืออีก 76 เครื่อง ให้กลายเป็น B-52J ซึ่งเป็นโครงการมูลค่ากว่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อให้มันบินได้จนถึงปีค.ศ.2050
ในขณะที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่จากอุบัติเหตุเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 หมายเลขหาง 60061 ตกที่ฐานทัพอากาศ Edwards เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนค.ศ.2026 ซึ่งคร่าชีวิตลูกเรือ 8 นายและทำให้โครงการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดควบคุมด้วย AI ต้องหยุดชะงัก
เศษซากระเบิดจาก B-52 ยังมีหลงเหลือในลาว หากใครไปเหยียบหรือสัมผัสอาจถึงแก่ชีวิต
อีกด้านหนึ่งของโลกอย่างประเทศลาวยังคงต้องติดอยู่ในวงจรเดิม นั่นคือการนำระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาจากเครื่องบินแบบดังกล่าวเมื่อหลายทศวรรษก่อน ออกจากพื้นที่ทำมาหากินของชาวนาชาวสวนในพื้นที่ชนบทของลาว แต่ไม่สัมฤทธิ์ผลนับตั้งแต่ที่ประเทศลาวเปลี่ยนมาปกครองในรูปแบบสังคมนิยมอิงตามสหภาพโซเวียต
ในช่วงสงครามลับในลาวที่เกิดขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1964–1973 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 บินมาจากสนามบินอู่ตะเภาและฐานทัพอากาศแอนเดอร์เซนบนเกาะกวม บินมาปฏิบัติการทิ้งระเบิดในลาวอย่างหนักหน่วงรวมกว่า 2 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าระเบิดทั้งหมดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมกันเสียอีก
ส่งผลให้ลาวกลายเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร โดยระเบิดจะถูกทิ้งลงมาเฉลี่ยในทุกๆ 8 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลานานถึง 9 ปี ความโหดร้ายของระเบิดเหล่านี้คือ แม้สงครามจะจบลงไปนานกว่า 50 ปี แต่ระเบิดยังคงคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง
การเก็บกู้ทำได้เชื่องช้ามากเนื่องจากนับตั้งแต่เริ่มเก็บกู้อย่างจริงจังในปีค.ศ.1996 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งผ่านไปราว 30 ปีลาวสามารถเก็บกู้ระเบิดไปได้เพียง 2% ของทั้งหมดเท่านั้น หากยังคงเก็บกู้ด้วยอัตราความเร็วเท่าเดิม มีการประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาอีกถึง 2,000 ปี กว่าจะจัดการระเบิดได้หมดทั้งประเทศ
B-52 ในยุคสงครามเย็น
ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามต่อลมหายใจให้ B-52 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด AI แบบแรกของโลกเพื่อประจำการให้ครบ 100 ปี แต่สำหรับคนลาวแล้ว B-52 คือสัญลักษณ์ของความกลัวที่ฝังรากลึก พื้นที่ทำกินถูกจำกัด จนส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถใช้พื้นที่เพาะปลูกได้เพราะกลัวเหยียบระเบิด เด็กๆ มักได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพราะความไม่รู้และเก็บเศษเหล็กแปลกๆมาเล่น มีรายงานว่าพบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากระเบิดตกค้างเหล่านี้แล้วมากกว่า 20,000 ราย นับตั้งแต่สิ้นสุดสงคราม
หากมองในเรื่องความเชื่อวิญญาณในประเทศลาวไม่ได้มีแค่เรื่องเล่าตามตำนานพื้นบ้าน แต่ยังมีวิญญาณทหารเวียดนามเหนือ ทหารเวียดกง ทหารปะเทดลาว (ฝั่งคอมมิวนิสต์) ยังคงไม่ไปเกิด บ้างก็ตายตั้งแต่อายุยัง 20 ต้นๆถึง 30 ต้นๆ บ้างก็ตายตอนเป็นผู้พัน ผู้การยันนายพล ทำให้ดวงวิญญาณเหล่านี้ยังต้องวนเวียนอยู่ในพื้นที่ป่าของลาวเพราะตายโดยที่ไม่รู้ตัวจากระเบิดของ B-52
ไม่เพียงเท่านี้ในยามค่ำยืนหากใครไปหาของป่าอาจได้ยินเสียงร้องโอดโอยคล้ายเสียงผู้ชาย ได้กลิ่นศพทั้งๆที่ในป่าไม่มีศพมนุษย์ เห็นเงาประหลาดคล้ายมนุษย์เดินในป่า หรือแม้กระทั่งมาให้เห็นในสภาพชุดทหารเปื้อนเลือดก็มี ไม่ว่าคุณจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่เชื่อ แต่คุณไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าโลกวิญญาณมีจริงๆ ณ ดินแดนแห่งนี้
B-52 กับสีพรางยุคสงครามเย็น
หากมีผู้ใดที่เข้าหาของป่าไม่ว่าจะยามแจ้งหรือยามค่ำ หรือแม้กระทั่งคนที่ไปล่าท้าผีในดินแดนอันเจริญด้วยป่าไม้พฤกษานานาพันธุ์ของลาว ย่อมมีปรากฎการณ์ลี้ลับเหนือธรรมชาติปรากฎให้เห็นในจุดที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 เคยหย่อนฝนเหล็กคร่าฝ่ายตรงข้าม ต่อให้เป็นนักท่องเที่ยวก็หนีไม่พ้นที่จะเห็นสิ่งลี้ลับนั้นจากอานุภาพการทำลายล้างจากอสูรกายเหล็กลอยฟ้า
B-52 ได้เปลี่ยนป่าที่เคยเงียบสงัดในลาวยามราตรีจากที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า ผีป่าในชุดพื้นเมือง เจ้าป่าเจ้าเขาให้กลายเป็นป่าช้าอันแสงกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะหาศพของบรรพบุรุษที่ตายในสงครามเจอ ป่าช้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะมอบความโหดร้ายของสงครามให้โลกรู้เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าในสถานที่ที่มีคนตายๆมากในประวัติศาสตร์ ที่นั่นย่อมมีเรื่องลี้ลับให้ชวนขนหัวลุก
ข้อมูลจำเพาะ B-52H
ผลิตโดย : Boeing Aircraft Company
ต้นกำเนิด : สหรัฐอเมริกา
ความยาวลำตัว : 48.5 เมตร
ความกว้างระหว่างปลายปีก : 56.4 เมตร
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด (MTOW) : 220 ตัน
เครื่องยนต์ : Pratt & Whitney TF33-P-3/103 แรงขับ 17,000 ปอนด์ จำนวน 8 เครื่อง
ความเร็วสูงสุด : 1,050 กิโลเมตร/ชั่วโมง
พิสัยการบินในการทำการรบ : 14,200 กิโลเมตร (พิสัยใกล้เคียงกับ Boeing 777-200LR)
พิสัยการบินเครื่องเปล่า : 16,327 กิโลเมตร
ความสูงทำการบินปกติ : 50,000 ฟุต
ลูกเรือ : 5 คน (นักบิน ผู้ช่วยนักบิน ผู้ควบคุมระบบนำร่อง ผู้ควบคุมระบบอาวุธ และผู้ควบคุมระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์)
อาวุธ : ติดตั้งระเบิดนำวิถี ระเบิดไม่นำวิถี และขีปนาวุธร่อน
ปีที่เข้าประจำการ : ค.ศ.1955 (รุ่น A)
สถานที่ประจำการ ( B-52H) :
ฐานทัพอากาศ Barksdale AFB รัฐลุยเซียนา
ฐานทัพอากาศ Minot AFB รัฐนอร์ทดาโกตา
ฐานทัพอากาศบนเกาะดิเอโก การ์เซีย
ฐานทัพอากาศ Andersen บนเกาะกวม
สถานะ : อยู่ในประจำการ
B-52H
B-52H ถือเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่สร้างความน่าเกรงขามในยุคสงครามเย็น เมื่อเข้าสู่โลกการบินที่ทันสมัยขึ้น B-52 จำเป็นต้องมีการอัพเกรดตามให้ทันโลก ส่วนเหตุการณ์ความหลอนในประเทศลาวนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไรไม่มีใครทราบ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตอนที่ผู้เขียนนั่งสมาธิแล้วมีนิมิตเห็นภาพนี้ ทั้งนี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้จักรยานในการอ่าน สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
CHRIS LOFTING
MIKE FREER - TOUCHDOWN AVIATION
atc1110
Gemini AI
Mick Bajcar
Bruce Leibowitz
Otto Küng
DAN STIJOVICH
AUGUSTO LAGHI
Jeremy D. Dando
อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
Max Afterburner
CNN
The Mover and Gonky Show
Mentour
Megaprojects
TWZ
Fox News
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
สงคราม
ทหาร
ประวัติศาสตร์
บันทึก
3
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews