4 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก

In Focus: Sell Indonesia! วิกฤตศรัทธาเขย่าอินโดนีเซีย เศรษฐกิจดาวเด่นอาเซียนถูกตั้งคำถาม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดาวเด่นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และจำนวนประชากรกว่า 280 ล้านคน ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองว่าอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ภาพลักษณ์ดังกล่าวเริ่มสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ หลังค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายอย่างหนัก และเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง จนบรรดานักวิเคราะห์เริ่มใช้คำว่า “Doom Loop” หรือ “วงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจ” เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่
คำถามสำคัญในเวลานี้คือ เหตุใดประเทศที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งแห่งอาเซียน จึงกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มหลีกเลี่ยงมากที่สุดในปีนี้
เงินทุนไหลออกจนเกิดกระแส “Sell Indonesia”
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “Sell Indonesia” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนต่างชาติและห้องค้าทั่วเอเชีย
ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซียสุทธิกว่า 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการเทขายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่อย่างน้อยปี 2539
แรงขายดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดัชนี IDX Composite ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ร่วงลงถึง 32% ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลกในปีนี้
ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูเปียห์เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และยังอ่อนค่ากว่าระดับที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียในปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลของนักลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรและตลาดเงิน จนเกิดเป็นกระแสลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์อินโดนีเซียอย่างกว้างขวาง
สิ่งที่ทำให้ตลาดวิตกมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ คือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย เพราะสำหรับนักลงทุนแล้ว ความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตมีความสำคัญไม่แพ้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกพร้อมใจกันลดน้ำหนักการลงทุนในประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นดาวเด่นแห่งอาเซียน
วิกฤตที่มีต้นตอจากภายในประเทศ
แม้ว่าปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และภาวะการเงินโลกที่ยังไม่แน่นอน จะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก แต่ในกรณีของอินโดนีเซีย นักลงทุนจำนวนมากมองว่า ต้นตอของปัญหาในปัจจุบันมาจากปัจจัยภายในประเทศมากกว่าปัจจัยภายนอก
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มถดถอยหลังรัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เดินหน้านโยบายประชานิยมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการอาหารฟรีสำหรับเด็กนักเรียนหลายสิบล้านคน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ขณะที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะสามารถรักษาวินัยการคลังควบคู่ไปกับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลยังผลักดันกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ “ดานันตารา” (Danantara) ให้มีบทบาทสำคัญในการบริหารสินทรัพย์ของรัฐและการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยกองทุนดังกล่าวได้รับอำนาจในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส กลไกการกำกับดูแล และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันนโยบายรวมศูนย์การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญของประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม ถ่านหิน และแร่โลหะบางประเภท ภายใต้กลไกที่เชื่อมโยงกับดานันตารา โดยให้เหตุผลว่าต้องการเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศในตลาดโลก และป้องกันการสูญเสียรายได้จากการส่งออก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนมากมองว่า นโยบายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่รัฐเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจลดความยืดหยุ่นของภาคเอกชน รวมถึงเพิ่มความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบในอนาคต
ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของธนาคารกลางอินโดนีเซีย ด้วยการเปิดทางให้ธนาคารกลางมีหน้าที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เคยช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยเหล่านี้อาจไม่ได้สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยตรง แต่กำลังส่งสัญญาณถึงความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญไม่แพ้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่จุดกระแส “Sell Indonesia” ให้ลุกลามไปทั่วตลาดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ค่าเงินรูเปียห์กับ “Doom Loop” ที่ตลาดกังวล
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์ โดยนับตั้งแต่ต้นปีนี้ เงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากกว่า 8% และเคลื่อนไหวเหนือระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์
การอ่อนค่าของสกุลเงินไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของวิกฤตความเชื่อมั่น แต่ยังกลายเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีกด้วย
เมื่อค่าเงินอ่อน นักลงทุนต่างชาติยิ่งเร่งขายหุ้นและพันธบัตร ส่งผลให้เงินทุนไหลออกมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนการนำเข้า ภาระหนี้ต่างประเทศ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
จอห์น วูดส์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนประจำเอเชียของลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) เตือนว่า หากเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระบบการเงิน ราคาสินทรัพย์ และแผนการลงทุนระยะยาวของประเทศ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความเชื่อมั่นที่ลดลงทำให้เงินทุนไหลออก เงินทุนไหลออกทำให้ค่าเงินอ่อนค่า และค่าเงินที่อ่อนค่าลงก็ยิ่งทำลายความเชื่อมั่นมากขึ้น กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ตลาดกังวลอย่างมาก
ความไม่พอใจลุกลามจากตลาดสู่ท้องถนน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในตลาดการเงินอีกต่อไป โดยในเดือนมิ.ย.นี้ นักศึกษาจำนวนมากออกมาชุมนุมในกรุงจาการ์ตาและเมืองใหญ่อื่น ๆ เพื่อประท้วงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยแสดงความกังวลต่อภาระงบประมาณของโครงการประชานิยมขนาดใหญ่ รวมถึงค่าครองชีพและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 มิ.ย.) นักศึกษาชาวอินโดนีเซียหลายร้อยคนออกมาชุมนุมในเมืองหลวง เพื่อประท้วงนโยบายการใช้จ่ายของรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต และคัดค้านการปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินที่มีผลในสัปดาห์นี้
ผู้ชุมนุมใช้ชื่อการเคลื่อนไหวว่า “อินโดนีเซียบนเส้นทางสู่การล้มละลาย” (Heading to Bankrupt Indonesia) โดยนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยเดินขบวนมุ่งหน้าไปยังวงเวียนบุนดารัน เอชไอ (Bundaran HI) แลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงจาการ์ตา
ผู้ประท้วงรายหนึ่งระบุว่า การใช้งบประมาณจำนวนมากกับโครงการอาหารฟรีส่งผลให้ฐานะการคลังของรัฐบาลตึงตัว จนต้องยกเลิกเงินอุดหนุนที่เคยใช้พยุงราคาสินค้าและพลังงาน
การประท้วงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความวิตกต่อทิศทางเศรษฐกิจได้ขยายจากภาคการเงินไปสู่ภาคประชาชนแล้ว
แม้รัฐบาลยืนยันว่า โครงการต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว แต่สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย สิ่งที่พวกเขากังวลคือภาระค่าครองชีพในปัจจุบัน และความสามารถของรัฐบาลในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
ตลาดเริ่มส่งสัญญาณไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ความกังวลของนักลงทุนยังสะท้อนผ่านมุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ โดยทั้งมูดี้ส์และฟิทช์ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียเป็น “เชิงลบ” จากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ธรรมาภิบาล และความเสี่ยงทางการคลัง ขณะที่ S&P แม้ยังคงอันดับเครดิตและแนวโน้มไว้ที่ระดับเดิม แต่ก็เตือนว่าความสามารถของรัฐบาลในการรักษาวินัยการคลังและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน จะเป็นปัจจัยสำคัญต่ออันดับเครดิตของประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยังสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของตลาด หลังการปลดศรี มุลยานี อินทราวาตี ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลังในเดือนก.ย. 2568 เนื่องจากเธอถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของวินัยการคลังและเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดจากนักลงทุนต่างชาติ
หลายฝ่ายมองว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงความแตกต่างด้านแนวคิดเศรษฐกิจระหว่างทีมเศรษฐกิจแบบอนุรักษนิยมกับแนวนโยบายใช้จ่ายเชิงรุกของรัฐบาล ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการคลังของอินโดนีเซียในระยะข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ เพียงกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกของเธอ ก็เคยส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญแรงขายอย่างหนัก ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง และสร้างความผันผวนในตลาดการเงิน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำด้านเศรษฐกิจอาจนำไปสู่การผ่อนคลายวินัยการคลังในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้านโยบายใช้จ่ายขนาดใหญ่หลายโครงการ
ความกังวลที่กำลังก่อตัวยิ่งเพิ่มสูงขึ้น เมื่อ MSCI ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนีตลาดหุ้นระดับโลกที่นักลงทุนสถาบันใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการลงทุน ประกาศว่าทางหน่วยงานอยู่ระหว่างทบทวนสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซีย
MSCI ออกคำเตือนเมื่อช่วงปลายเดือนม.ค. ปีนี้ว่า อินโดนีเซียซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของกลุ่ม G20 อาจถูกลดชั้นจาก “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) ไปสู่ “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market) เนื่องจากความกังวลด้านความโปร่งใสและจำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดที่มีจำกัดในบางหลักทรัพย์
สำหรับตลาดการเงินแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่คือการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบาย เพราะเมื่อความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอน การฟื้นฟูกลับคืนมาย่อมใช้เวลานานกว่าการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
รัฐบาลปราโบโวเริ่ม “กลืนยาขม”
ภายใต้แรงกดดันจากตลาดการเงินและการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์ รัฐบาลและธนาคารกลางอินโดนีเซียเริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนท่าทีอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.25% สู่ระดับ 5.50% เพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์และชะลอการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ขณะที่รัฐบาลตัดสินใจปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภท รวมถึงชะลอการขยายโครงการอาหารฟรีซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เพื่อลดแรงกดดันต่อฐานะการคลัง
มาตรการดังกล่าวถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายนัก เนื่องจากนโยบายประชานิยมและการใช้จ่ายภาครัฐขนาดใหญ่เป็นหนึ่งในคำมั่นสำคัญที่รัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง และก่อนหน้านี้นักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่ารัฐบาลจะยังคงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาวินัยทางการคลัง
นักวิเคราะห์มองว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลเริ่มตระหนักถึงความกังวลของตลาด และพร้อมยอมรับต้นทุนทางการเมืองบางส่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากกว่านี้ และลดความเสี่ยงที่อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจะถูกปรับลดลงในอนาคต
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังมองว่ามาตรการที่ออกมาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เนื่องจากปัญหาหลักของอินโดนีเซียในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อทิศทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าที่จะฟื้นกลับคืนมา
นักเศรษฐศาสตร์บางรายเตือนว่า หากรัฐบาลกลับไปใช้นโยบายใช้จ่ายขนาดใหญ่โดยไม่มีแผนรองรับด้านรายได้หรือวินัยการคลังที่ชัดเจน ความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอาจกลับมาอีกครั้ง และทำให้ความพยายามในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตลาดในปัจจุบันสูญเปล่า
อินโดนีเซียจะซ้ำรอย “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หรือไม่
เมื่อเห็นค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าหนัก ตลาดหุ้นร่วง และเงินทุนไหลออก หลายคนจึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวิกฤตการเงินเอเชียในปี 2540
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่า อินโดนีเซียในปัจจุบันยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตดังกล่าวอย่างมาก ทั้งในด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ ความแข็งแกร่งของระบบธนาคาร และเครื่องมือทางนโยบายที่มีอยู่
แม้ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัวเพียง 5.0% ในปีนี้ ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 5.4%-6.0% แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก
ดังนั้น ความเสี่ยงในปัจจุบันอาจไม่ใช่วิกฤตการเงินแบบฉับพลันเหมือนปี 2540 หากแต่เป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพจากการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งนี้ วิกฤตที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญในปีนี้ อาจไม่ใช่วิกฤตการเงินแบบเฉียบพลันเช่นเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่กำลังกัดกร่อนศรัทธาของทั้งนักลงทุนและประชาชน
สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือความสามารถของรัฐบาลในการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายประชานิยมกับวินัยทางการคลัง รวมถึงการรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
หากรัฐบาลไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ อินโดนีเซียอาจไม่ใช่เพียงประเทศเดียวที่ต้องเผชิญแรงกดดัน เพราะในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน กระแส “Sell Indonesia” ในวันนี้อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนต่อทั้งภูมิภาค และอาจส่งผลต่อมุมมองของนักลงทุนที่มีต่ออาเซียนโดยรวม รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและกระแสเงินทุนของภูมิภาคอย่างใกล้ชิด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โฆษณา