VoxPop Logo
VoxPop Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พงศาวดารวันพรุ่ง (The Tomorrow Chronicles)
•
ติดตาม
17 มิ.ย. เวลา 10:16 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่
ตอนที่ 59 กบฏมุสตาฟา ครั้งที่ 2 (1421-1422): ความโง่เขลาของไบแซนไทน์ และจุดจบของ "ผีบ้า" แห่งราชวงศ์
♦︎ หลังสันติภาพที่ยาวนานนับ 8 ปีเมื่อสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 1421 และความพยายามในการสร้างบทตบตาออตโตมันการละครอยู่ 41 วันบัลลังก์ตกเป็นของพระราชโอรสวัย 17 พรรษา นามว่า สุลต่านมูรัดที่ 2 (Murad II)
3
♦︎ การเปลี่ยนแผ่นดินนี้ทำให้จักรวรรดิไบแซนไทน์ (ภายใต้การนำของจักรพรรดิร่วม จอห์นที่ 8 ผู้ใจร้อน) ตัดสินใจทิ้งนโยบายสันติภาพ และงัดเอา "ไพ่ตาย" ที่ขังไว้บนเกาะเลมนอสออกมาเล่นทันที นั่นคือการ "ปล่อยตัวมุสตาฟา" ออกมาเพื่อหวังจะก่อสงครามกลางเมืองและใช้เป็นหุ่นเชิดในการควบคุมจักรวรรดิออตโตมัน
สงครามกลางเมืองที่ผ่านมา 11 ปีสร้างความบอกช้ำในออตโตมันเป็นอย่างมาก
♦︎ ขอขยายสถานการณ์ในฝั่งไบแซนไทน์ : จักรพรรดิมานูเอลที่ 2 ทรงมีพระชนมายุมากและเริ่มถอยห่างจากการบริหารราชการแผ่นดิน โดยทรงแต่งตั้งพระราชโอรส จอห์นที่ 8 เป็นจักรพรรดิร่วม (Co-Emperor) และมอบอำนาจบริหารจัดการรายวันให้ จะกระทั่งข่าวการสวรรคตของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 มาถึงคอนสแตนติโนเปิล จอห์นที่ 8 และกลุ่มขุนนางสายเหยี่ยว (War Party) มองว่าเป็น "หน้าต่างแห่งโอกาส" ที่จะสร้างความแตกแยกในออตโตมัน
3
เจ้าชายมุสตาฟาขึ้นฝั่งที่ยุโรป เพื่อทวงสิทธ์ในบังลังก์
จอห์นที่ 8 ทำข้อตกลงลับกับมุสตาฟาที่ถูกจองจำอยู่บนเกาะเลมนอส (Lemnos) โดยมีเงื่อนไขว่าหากไบแซนไทน์ช่วยให้มุสตาฟาได้บัลลังก์ มุสตาฟาจะต้องคืนเมืองท่ากัลลิโพลี (Gallipoli) ดินแดนแถบทะเลดำ และเมืองต่างๆ ในเทรซ (Thrace) ให้กับไบแซนไทน์ มานูเอลที่ 2 ทรงทราบดีว่านี้เป็นการตัดสินใจที่มุทะลุและเสี่ยงมากและเตือนถึงความเสี่ยงนี้ แต่สภาสูงของไบแซนไทน์โหวตสนับสนุนจอห์นที่ 8
การตัดสินใจของจอห์นที่ 8 ถือเป็นหนึ่งในความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่ร้ายแรงที่สุดในช่วงท้ายของจักรวรรดิไบแซนไทน์.....
🟨 1. ข้อเสนอที่ถูกปฏิเสธ และการปลดปล่อยปีศาจ
♦️ ก่อนไบแซนไทน์จะปล่อยมุสตาฟา พวกเขาได้ส่งทูตไปข่มขู่มูรัดที่ 2 โดยอ้างพินัยกรรมของเมห์เหม็ดที่ 1 ว่ามูรัดต้องส่ง "น้องชายองค์เล็ก" มาเป็นองค์ประกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล มูรัดที่ 2 ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดโดยกล่าวว่า "ตามกฎของศาสนาอิสลาม พี่ชายไม่มีสิทธิ์ส่งน้องชายมุสลิมไปให้คนต่างศาสนาเลี้ยงดู"
2
♦️ เมื่อการข่มขู่ไม่ได้ผล ไบแซนไทน์จึงจัดเรือรบและกองทหารไปรับมุสตาฟาและจูเนย์ด (ขุนศึกคู่ใจ) มาที่ฝั่งยุโรป มุสตาฟาสัญญาว่าหากตนได้เป็นสุลต่าน จะยกเมืองท่าสำคัญทั้งหมดในบอลข่านคืนให้ไบแซนไทน์
🟪2. ปีศาจที่แท้จริงไม่ใช่อาวุธแต่คือ “ความชอบธรรม”
♣️การปรากฏตัวของมุสตาฟาสร้างความปั่นป่วนอย่างหนัก: สุลต่านมูรัดที่ 2 ส่ง บาเยซิด ปาชา (อัครเสนาบดีเฒ่าผู้เคยปราบกบฏเชค เบดเรดดิน) นำทัพไปสกัดกั้น
1
การประชุมในราชสำนักมูรัดที่ 2
♣️ แต่เมื่อ 2 ทัพประจันหน้ามุสตาฟาสามารถตะโกนโน้มน้าวเหล่าทหารและขุนนางฝั่งรูเมเลียได้สำเร็จว่า ตนคือพระราชโอรสสายเลือดแท้ๆ ของสุลต่านบาเยซิดที่ 1 (มิใช่ตัวปลอมหรือ "Düzmece" ตามที่ราชสำนักกล่าวหา)
♣️ กองทัพของเบยาซิด ปาชา จึงเกิดความลังเลและปฏิเสธที่จะจับอาวุธเข่นฆ่า "เจ้าชายผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์" ทำให้ทหารของบาเยซิด ปาชา จำนวนมากแปรพักตร์ บาเยซิด ปาชา ยอมจำนนและถูกประหารชีวิตทันที
1
บาเยซิด ปาชาพ่ายแพ่ต่อมุสตาฟา เพราะกองทัพแปรพักตร์
♣️ ปลายปี ค.ศ. 1421 มุสตาฟาสามารถยึดเมืองเอดีร์เน (เมืองหลวงฝั่งยุโรป) ได้สำเร็จ และประกาศตนเป็น "สุลต่านแห่งออตโตมัน" อย่างเต็มภาคภูมิ บัดนี้แผ่นดินถูกแบ่งครึ่งอีกครั้ง (มุสตาฟาคุมยุโรป มูรัดคุมอนาโตเลีย)
มุสตาฟาบุกยึดเอดีร์เน
🟧 3. การแก้เกมของสุลต่านหนุ่ม
⏺︎ ค.ศ. 1422 มุสตาฟาได้ใจ นำทัพใหญ่ข้ามช่องแคบดาร์ดาแนลส์มายังฝั่งอนาโตเลียเพื่อจะบดขยี้หลานชายของตน (มูรัดที่ 2) แต่เขาประเมินความเด็ดขาดของหลานชายต่ำเกินไป:
3
⏺︎ เมื่อกองทัพมุสตาฟารุกคืบเข้ามา มูรัดที่ 2 ยังคงเยือกเย็น พระองค์ทรงถอยร่นเชิงยุทธศาสตร์มาตั้งรับที่สะพานข้ามแม่น้ำนีลูเฟร์ (Nilüfer) บริเวณทะเลสาบอูลูบัด ใกล้เมืองบูร์ซา ทรงสั่งให้ทำลายสะพานทิ้งทั้งหมด ทำให้กองทัพมุสตาฟาชะงักงันและไม่สามารถเข้าโจมตีได้ทันที เกิดภาวะคุมเชิง (Stalemate)
⏺︎ แทนที่จะรบกันให้เสียเลือดเนื้อ มูรัดใช้เคล็ดวิชา "สายลับและสินบน" พระองค์แอบส่งจดหมายไปหา จูเนย์ด (แม่ทัพมือขวาของมุสตาฟา) สัญญาว่าจะคืนตำแหน่งผู้ว่าราชการแคว้นไอดึน (Aydın) ให้หากเขายอมถอยทัพ ซึ่งจูเนย์ด ตอบรับคำขอนั้น..
2
จูเนย์ด และกองทัพถอนทัพออกจากแนวร่วมมุสตาฟาไปอย่างเงียบๆ
⏺︎ ออตโตมันในเวลานั้นยังไม่มีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง มูรัดที่ 2 จึงว่าจ้าง โจวานนี อดอร์โน (Giovanni Adorno) ผู้ว่าการเมืองอาณานิคมของสาธารณรัฐเจนัว (Genoa) ด้วยค่าจ้างมหาศาล เพื่อใช้เรือของเจนัวปิดช่องแคบด้านหลังทัพของมุสตาฟา ทำให้ทัพกบฏถูกตัดขาดจากฐานที่มั่นในยุโรป
3
สินบนจำนวนมากคือค่าจ้างกองเรือจากเจนัวตลบหลังมุสตาฟา
⏺︎ เมื่อตื่นเช้ามาพบว่าจูเนย์ด เบย์ และกองกำลังหลักหายไป กองทัพของมุสตาฟาที่เหลือก็เกิดความตื่นตระหนกและสูญเสียขวัญกำลังใจอย่างหนัก ทหารท้องถิ่นเริ่มหนีทัพ มุสตาฟาจึงต้องล่าถอยหนีตายกลับไปฝั่งยุโรป
🟨 4. การประหารที่ฉีกกฎราชวงศ์
🩸 มุสตาฟาที่ไร้กองทัพต้องกระเสือกกระสนหนีตายข้ามกลับมายังฝั่งยุโรป แต่ก็ถูกทหารของมูรัดที่ 2 ไล่ล่าจนมุมและจับตัวได้ที่แคว้นวัลลาเคียตามกฎมณเฑียรบาลของออตโตมัน สายเลือดราชวงศ์ที่ทำผิดจะต้องถูกประหารด้วยการ "ใช้สายธนูรัดคอ" เพื่อไม่ให้เลือดสีน้ำเงินตกลงสู่พื้นดิน
2
🩸 แต่มูรัดที่ 2 ต้องการส่งข้อความทางการเมืองที่รุนแรงที่สุด พระองค์มีรับสั่งให้:
"นำตัวมันไปแขวนคอประจานราวกับอาชญากรทั่วไป!"
มูรัดที่ 2
มุสตาฟาถูกนำไปแขวนคอประจาน เพื่อตอกย้ำความเป็นตัวปลอมที่ราชสำนักอยากให้เป็น
🩸 ทั้งการแขวนคอไปจนถึงการบันทึกประวัติศาสตร์หลังจากนั้น เป็นการประกาศให้โลกและประชาชนออตโตมันรู้ว่า ชายคนนี้ไม่ใช่เจ้าชายมุสตาฟาตัวจริง แต่เป็นเพียง "ดุซเมเจ มุสตาฟา" (Düzmece - ตัวปลอม/สิบแปดมงกุฎ) การประหารด้วยวิธีของคนสามัญนี้ เป็นการล้างบางความชอบธรรมของมุสตาฟาออกจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
🏰 บทสรุป: หายนะที่ย้อนกลับไปหาไบแซนไทน์
กบฏมุสตาฟาครั้งที่ 2 จบลงภายในเวลาไม่ถึงปี แต่มันได้ทิ้งผลกระทบที่สั่นสะเทือนที่สุดไว้เบื้องหลัง
⬛ ประการแรก สุลต่านมูรัดที่ 2 โกรธแค้นจักรวรรดิไบแซนไทน์อย่างถึงที่สุดที่กล้าทรยศต่อสนธิสัญญาสันติภาพของพระบิดา เมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น สิ่งแรกที่มูรัดที่ 2 ทำในปี ค.ศ. 1422 คือการนำกองทัพและปืนใหญ่ไป "ปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิล" ทันที
3
แม้ไบแซนไทน์จะรอดจากการปิดล้อมครั้งนี้ไปได้ (เพราะมูรัดต้องถอยทัพไปปราบกบฏอีกกลุ่มหนึ่งในอนาโตเลีย) แต่นี่คือสัญญาณเตือนสุดท้ายว่า ออตโตมันหมดความอดทนกับไบแซนไทน์แล้ว และเป็นจุดเริ่มต้นของการนับถอยหลังสู่การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิลอย่างแท้จริงไม่มีที่ว่างสำหรับสันติภาพอีกต่อไป
⬛ ประการสอง การสูญเสียอัครมหาเสนาบดีอย่างเบยาซิด ปาชา เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้สุลต่านมูรัดที่ 2 ทรงตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า พระองค์ไม่สามารถพึ่งพากองกำลังท้องถิ่นได้ในยามวิกฤต
▪️นี่จึงเป็น ตัวเร่งทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ที่ผลักดันให้ออตโตมันต้องปฏิรูปและขยายระบบเดฟชีร์เม เพื่อสร้างกองทหารราบเจนิสซารีอันทรงพลัง ที่ถูกตัดขาดจากรากเหง้าทางครอบครัว และมีความภักดีถวายชีวิตต่อองค์สุลต่านแต่เพียงผู้เดียว
3
มูรัดที่ 2 เป็นยุคที่ระบบเดฟชีร์เม ถูกพัฒนาอย่างเข้มข้มเพื่อสร้างข้าราชการที่ขึ้นตรงกับสุลต่าน
ตอนต่อไปเราจะพักเรื่องสุลต่านมูรัดไปก่อนครับ เราจะไปเจาะกันว่า ช่วงเหม็ดที่1 จนถึง มูรัดที่2 เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในทุกมิติ ทั้งในแง่เทคโนโลยีการทหาร ดาราศาสตร์+แผนที่ และ ศาสนา
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและแสดงความเห็นนะครับ😀
3
ตอนที่ 60 เครือข่ายเงาแห่งออตโตมัน: หูและตาของสุลต่านเมื่อข้อมูลคืออาวุธลับที่น่ากลัวกว่าปืนใหญ่
ประวัติศาสตร์
แนวคิด
เรื่องเล่า
1 บันทึก
1
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Ottoman Empire The Road to Conquest
1
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 VoxPop
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ VoxPop
VoxPop เพื่อธุรกิจ
ไทย
Stay informed with global news and analysis
Discover trending videos and creator content
Link Terkait
Discover trending videos and creator content
Listen to popular podcasts and audio shows
Listen to popular podcasts and audio shows
Explore independent publishing and community storytelling
Catch up on entertainment news and reviews