9 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

🚀 ข่าวเดียวเปลี่ยนทุกอย่าง! หุ้นชิปพุ่ง 6.4% ทองคำร่วง ตลาดซื้อขายทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

ลองนึกภาพตามนิคกี้นะคะ เมื่อไม่กี่วันก่อน ตลาดหุ้นทั่วโลกยังนั่งกังวลกันหนักมากว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยืดเยื้อ ราคาน้ำมันจะพุ่ง เงินเฟ้อจะกลับมา แล้วธนาคารกลางก็อาจจะต้อง “ขึ้น” ดอกเบี้ยซ้ำเข้าไปอีก แต่พอข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า interim peace deal ระหว่างสองประเทศนี้มีผลบังคับใช้จริง บรรยากาศก็เปลี่ยนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ
1
วอลล์สตรีทกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งหุ้นและพันธบัตรปรับตัวขึ้นพร้อมกัน โดยดัชนี S&P 500 บวกขึ้น 1.1% ส่วนพระเอกของวันคือกลุ่มหุ้นผู้ผลิตชิป (chipmakers) ที่ดีดแรงถึง 6.4% และที่น่าทึ่งคือปริมาณการซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะบังเอิญตรงกับวันที่สัญญาออปชัน (option ซึ่งก็คือสัญญาที่ให้สิทธิซื้อหรือขายหุ้นในอนาคต) มูลค่ารวมประมาณ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ครบกำหนดหมดอายุพร้อมกัน เม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้จึงทำให้ตลาดคึกคักเป็นพิเศษ
ขณะที่ฝั่งพันธบัตรนั้น อัตราผลตอบแทน (yield) ปรับตัวลดลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เพิ่งพุ่งขึ้นจากความกังวลว่าเฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนราคาน้ำมันสหรัฐฯ ก็ค่อย ๆ อ่อนตัวลง
หัวใจของเรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่ที่คำว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” ค่ะ ซึ่งนิคกี้จะค่อยๆ เล่าให้ฟังว่าทำไมจุดเล็กๆ บนแผนที่ตรงนี้ถึงมีอำนาจสั่นสะเทือนพอร์ตการลงทุนของเราได้ทั้งโลก
⛓️ ช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง น้ำมันเริ่มไหลแล้ว
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นจุดคอขวดที่เรือบรรทุกน้ำมันต้องวิ่งผ่าน ก่อนหน้านี้ในช่วงสงคราม อิหร่านได้ปิดช่องแคบนี้ ซึ่งส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูง และเกือบลากโลกเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ เพราะถ้าน้ำมันออกมาไม่ได้ ทุกอย่างที่ต้องใช้พลังงานก็แพงขึ้นไปหมด
แต่พอข้อตกลงมีผล สหรัฐฯ ก็ประกาศยุติการปิดล้อม (blockade) ทันที โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ US Central Command แถลงว่า กองกำลังอเมริกันจะไม่ขัดขวางการเดินเรือเข้า-ออกท่าเรือของอิหร่านในอ่าวอาหรับและอ่าวโอมานอีกต่อไป และความพยายามบังคับใช้การปิดล้อมทางทหารทั้งหมดได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมทั้งย้ำว่าเรือรบของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลง ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็โพสต์ผ่านโซเชียลของตัวเองสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “น้ำมันกำลังไหลแล้ว”
และมันไหลจริงๆ ค่ะ เพราะเรือที่บรรทุกน้ำมันซึ่งติดค้างอยู่เริ่มทยอยแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่คูเวตประกาศว่าจะเริ่มเพิ่มกำลังการผลิต โดยรวมแล้วมีเรือที่บรรทุกน้ำมันรวมกันเกือบ 10 ล้านบาร์เรลปรากฏตัวอยู่นอกช่องแคบหรือกำลังแล่นผ่าน และที่เป็นสัญญาณเชิงบวกมาก ๆ คือมีเรือบรรทุกสัญชาติซาอุดีอาระเบียลำแรกออกมา นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อกว่าสามเดือนก่อน ส่วนทางฝั่งอิหร่านเองก็ระบุว่าการจราจรของเรือพาณิชย์ที่ท่าเรือทางตอนใต้กลับมาเป็นปกติตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา
🛢️ ราคาน้ำมันกับเส้นทางกลับสู่ภาวะปกติที่ยังต้องใช้เวลา
ทีนี้มาดูที่ตัวเลขราคาน้ำมันกันค่ะ ในวันพฤหัสบดีราคาแกว่งไปแกว่งมาระหว่างบวกและลบ โดยน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปิดตลาดที่ 76.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สิ่งที่นิคกี้อยากให้สังเกตคือ ราคานี้ลดลงมาเยอะมากจากที่เคยพุ่งไปเกือบ 95 ดอลลาร์ ในช่วงที่ทรัมป์ออกมาบอกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าข้อตกลงใกล้จะเกิดขึ้น
แต่ถึงจะลงมาเยอะแล้ว เราก็ยังประมาทไม่ได้นะคะ เพราะถ้านับตั้งแต่ต้นปี ราคาน้ำมันก็ยังสูงกว่าจุดเริ่มต้นอยู่ราวๆ 30% และที่สำคัญคือ เทรดเดอร์ในตลาดพลังงานบอกตรงกันว่าต้องใช้เวลาเป็นเดือน หรืออาจจะนานกว่านั้น กว่าที่ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาสู่ระดับปกติ
พูดง่ายๆ คือ ข่าวดีเกิดขึ้นแล้ว แต่การฟื้นตัวจริงในทางปฏิบัติยังต้องค่อยเป็นค่อยไป ก่อนหน้านี้ผู้บริหารบริษัทเดินเรือและบริษัทน้ำมันหลายรายก็เคยพูดว่าพวกเขาต้องการความชัดเจนมากกว่านี้ เช่น ช่องแคบปลอดจากทุ่นระเบิดแล้วจริงหรือยัง และต้องขออนุญาตจากอิหร่านก่อนแล่นเรือผ่านหรือไม่
ในรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding หรือ MOU) ที่ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน เผยแพร่นั้น ระบุว่าอิหร่านจะจัดให้เรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบได้โดย “ไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 60 วันเท่านั้น” และการจราจรจะกลับมาเป็นปกติ “ภายใน 30 วัน”
นอกจากนี้อิหร่านจะหารือกับโอมานเพื่อกำหนดการบริหารจัดการและการให้บริการทางทะเลของช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิอธิปไตยของรัฐชายฝั่งในอ่าวเปอร์เซีย
และคำว่า “60 วันเท่านั้น” นี่แหละค่ะที่กลายเป็นประเด็นร้อน เพราะมันเปิดช่องให้เกิดคำถามว่า หลังจากนั้นอิหร่านจะเริ่มเก็บ “ค่าผ่านทาง” (toll) กับเรือที่แล่นผ่านหรือเปล่า ซึ่งจะเปลี่ยนช่องแคบที่ถือว่าเป็นน่านน้ำสากลให้กลายเป็นแหล่งทำเงินของอิหร่านทันที
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ พยายามลดทอนความกังวลในจุดนี้ โดยบอกว่าสหรัฐฯ เชื่อว่าน่านน้ำสากลควรปลอดจากการเก็บค่าผ่านทาง และประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจะร่วมกันออกแบบกรอบความมั่นคงที่เหมาะสมสำหรับช่องแคบในอนาคต พร้อมขีดเส้นชัดเจนว่า ถ้าช่องแคบไม่เปิด “ก็จะไม่มีข้อตกลงขั้นสุดท้าย” แวนซ์ยังบอกด้วยว่า นาฬิกานับถอยหลัง 60 วันสำหรับการเจรจารายละเอียดที่ยังเห็นไม่ตรงกันได้เริ่มเดินแล้ว นับจากการลงนามใน MOU เมื่อค่ำวันพุธ
⚔️ เสียงค้านที่ดังไม่แพ้เสียงเชียร์
แต่ใช่ว่าทุกคนจะดีใจกับข้อตกลงนี้นะคะ จริงๆ แล้วเสียงวิจารณ์ก็ดังพอสมควร โดยเฉพาะจากกลุ่มที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน (Iran hawks) ซึ่งรวมถึงพันธมิตรพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองด้วยซ้ำ พวกเขามองว่าข้อตกลงนี้ยอมอ่อนข้อให้อิหร่านมากเกินไป ทั้งเรื่องการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร และการอาจปลดล็อกเงินทุนที่ถูกอายัดไว้หลายหมื่นล้านดอลลาร์ บางคนถึงขั้นบอกว่ามันไม่ได้ดีไปกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ในยุครัฐบาลโอบามาเลย ทั้งที่ตัวทรัมป์เองเคยเรียกข้อตกลงฉบับนั้นว่าเป็น “ข้อตกลงที่แย่ที่สุด”
วุฒิสมาชิกโรเจอร์ วิกเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการกองทัพของวุฒิสภา ออกมาวิจารณ์อย่างเจาะจงว่า เฉพาะกองทุนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สำหรับการบูรณะและพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่าน ถึงแม้จะไม่ได้ใช้เงินจากผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน แต่ก็ทำให้สิ่งที่อิหร่านได้รับภายใต้ข้อตกลงปี 2015 ดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกัน ขณะที่ฝั่งอิสราเอลก็ไม่พอใจไม่แพ้กัน รวมถึงสมาชิกบางคนในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่มองว่าข้อตกลงให้สัมปทานทางการเงินกับอิหร่านมากเกินไป และไม่ได้ทำอะไรเพื่อยับยั้งโครงการขีปนาวุธของอิหร่านเลย
ที่น่าสนใจในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ ท่าทีของทรัมป์ที่เริ่มหงุดหงิดกับเนทันยาฮูมากขึ้นในช่วงหลัง ถึงขั้นพูดจาไม่ดีใส่ทางโทรศัพท์ และบอกว่าการที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่เมืองหลวงของเลบานอนเกือบทำให้ข้อตกลงกับอิหร่านล่มไปเลย
เมื่อช่อง 14 ของอิสราเอลถามว่าจะปกป้องอิสราเอลไหมถ้าอิสราเอลตัดสินใจโจมตีอิหร่านด้วยตัวเอง
ทรัมป์ตอบแบบมีเงื่อนไขว่า “ถ้าไม่ใช่การโจมตีครั้งใหญ่ ก็ได้” ส่วนแวนซ์เองก็แอบเตือนอิสราเอลกลายๆ ว่า ถ้าเขาอยู่ในคณะรัฐมนตรีของอิสราเอล เขาคงไม่โจมตีพันธมิตรที่ทรงพลังเพียงรายเดียวที่เหลืออยู่ในโลก
อีกประเด็นที่นิคกี้คิดว่านักลงทุนควรจับตาคือเรื่อง “เวลา” ค่ะ เพราะในช่วง 60 วันของการเจรจานี้ ทั้งสองฝ่ายจะพยายามตกลงกันเรื่องข้อจำกัดต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และวิธีเจือจางหรือทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์หลายคนบอกว่า 60 วันนั้นสั้นเกินไปสำหรับเรื่องที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียดทางเทคนิคขนาดนี้ แม้ในข้อตกลงจะระบุว่าสามารถขยายเวลาได้ก็ตาม
และถ้าให้เทียบเป็นภาพ ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ที่ทรัมป์เคยฉีกทิ้งในสมัยแรกนั้น ใช้เวลาเจรจารา ๆ สองปีกว่าจะสรุปได้ นั่นแปลว่าเส้นทางข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนรออยู่อีกมาก
🏦 เฟดยุคใหม่ภายใต้ Kevin Warsh กับโจทย์ที่กลับด้านจากที่เราคุ้นเคย
มาถึงเรื่องที่นิคกี้คิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนระยะยาวค่ะ นั่นคือเรื่องของเฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ในรอบนี้ ประธานเฟดคนใหม่อย่าง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ออกมาประกาศกร้าวว่าจะฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคาให้ได้ หลังจากที่คณะกรรมการตัดสินใจ “คง” ดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ส่งสัญญาณว่ามีแรงสนับสนุนให้ “ขึ้น” ดอกเบี้ยมากขึ้นเรื่อยๆ
ตรงนี้นิคกี้อยากให้หยุดคิดสักนิดนะคะ เพราะปกติเวลาเราพูดถึงความหวังของตลาด เรามักจะลุ้นให้เฟด “ลด” ดอกเบี้ย แต่ในบรรยากาศแบบใหม่ภายใต้วอร์ชนี้ โจทย์มันกลับด้านกันเลย เพราะสิ่งที่ตลาดกลัวคือการ “ขึ้น” ดอกเบี้ย ดังนั้นแค่เฟด “คง” ดอกเบี้ยไว้เฉยๆ ก็ถือเป็นข่าวดีในมุมของตลาดไปแล้ว และนี่คือจุดที่เรื่องน้ำมันกับเรื่องเฟดมาบรรจบกันอย่างสวยงาม
กลไกมันเป็นแบบนี้ค่ะ เมื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนพลังงานในระบบเศรษฐกิจก็ลดลงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ค่าผลิต ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยกดเงินเฟ้อให้ชะลอตัวลง และเมื่อเงินเฟ้อเย็นลง เฟดก็จะมีเหตุผลเพียงพอที่จะ “คง” ดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมเป็นเวลานาน แทนที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม
คุณเอียน ลินเกน จาก BMO Capital Markets อธิบายว่า ความคืบหน้าในการปลดปล่อยอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียช่วยหนุนราคาหุ้น และต้นทุนพลังงานที่ลดลงก็ช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในอนาคต จนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในทำนองเดียวกัน คุณฟาวาด ราซัคซาดา จาก Forex. com ก็มองว่า ถ้าต้นทุนพลังงานที่ลดลงยังคงส่งผ่านไปยังตัวเลขเงินเฟ้อต่อไป ผู้กำหนดนโยบายก็อาจมีเหตุผลมากพอที่จะคงนโยบายไว้ตามเดิม แทนที่จะใช้มาตรการคุมเข้มรอบใหม่ โดยเขาเชื่อว่าเงินเฟ้อน่าจะค่อยๆ ผ่อนคลายลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
และไม่ใช่แค่สหรัฐฯ นะคะ ฝั่งธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ก็คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% เช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าการที่ราคาน้ำมันปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นเรื่อง “น่าพอใจ” แต่ก็ยังมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันอยู่ เพราะในบรรดาคณะกรรมการ 9 คน มีถึง 2 คนที่โหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยทันทีอีกหนึ่งในสี่จุด (quarter-point) เพราะกังวลว่าเงินเฟ้อจะฝังตัวอยู่นาน สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกลางทั่วโลกตอนนี้ยังอยู่ในโหมดระแวดระวังเรื่องเงินเฟ้อกันอยู่ค่ะ
📊 สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดในวันนั้น
ทีนี้นิคกี้ขอพาไปดูภาพรวมการเคลื่อนไหวของตลาดในวันดังกล่าวแบบครบๆ นะคะ ฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 1.1% ส่วนดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลักนำโด่งด้วยการบวกถึง 2.5% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) บวกเพียงเล็กน้อยที่ 0.1% และในระดับโลก ดัชนี MSCI World ก็บวก 0.5% จะเห็นได้ว่าแรงซื้อกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและชิปเป็นพิเศษ ซึ่งสอดคล้องกับที่กลุ่มผู้ผลิตชิปวิ่งแรงถึง 6.4%
ฝั่งค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยดัชนี Bloomberg Dollar Spot บวก 0.3% สวนทางกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ที่อ่อนค่าลง ทั้งเงินยูโรที่ลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 1.1460 ดอลลาร์ เงินปอนด์อังกฤษที่ลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 1.3205 ดอลลาร์ และเงินเยนญี่ปุ่นที่อ่อนค่าลง 0.5% มาอยู่ที่ 161.43 เยนต่อดอลลาร์
ส่วนฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล กลับไม่ได้ร่วมวงปาร์ตี้กับหุ้นในวันนี้ค่ะ เพราะ Bitcoin ปรับลดลง 1.9% มาอยู่ที่ 63,124.21 ดอลลาร์ และ Ether ก็ลดลง 1.9% เท่ากันมาอยู่ที่ 1,711.88 ดอลลาร์ ทางด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลง 3 จุดพื้นฐาน (basis point ซึ่งหนึ่งจุดพื้นฐานเท่ากับ 0.01%) มาอยู่ที่ 4.45% ขณะที่พันธบัตรเยอรมนีอายุ 10 ปีแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ 2.93% และพันธบัตรอังกฤษอายุ 10 ปีก็ทรงตัวที่ 4.76%
และที่นิคกี้อยากชวนสังเกตเป็นพิเศษคือทองคำค่ะ ราคาทองคำในตลาดจร (spot gold) ปรับลดลง 0.9% มาอยู่ที่ 4,216.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นภาพที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะทองคำมักทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์หลบภัย เวลาที่ความกลัวในตลาดคลายลงและคนกล้าเสี่ยงมากขึ้น เม็ดเงินก็มักจะไหลออกจากทองคำไปหาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นแทน
💻 Intel จับมือ Apple ดีลที่ทำเอาวงการชิปสะเทือน
มาถึงข่าวบริษัทที่เป็นไฮไลต์ของวันกันบ้างค่ะ หุ้น Intel พุ่งทะยานหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาบอกว่า Intel จะร่วมงานกับ Apple ในการออกแบบและผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศสหรัฐฯ โดยทรัมป์โพสต์ข้อความว่า เขาตัดสินใจช่วย Intel เพราะสหรัฐฯ จำเป็นต้องออกแบบและผลิตชิปบนแผ่นดินอเมริกา และ Apple ก็ตกลงที่จะร่วมงานกับ Intel แล้ว
ข่าวนี้ส่งให้หุ้น Intel ดีดขึ้นถึง 13% ปิดที่ 133.99 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หุ้น Apple บวกเล็กน้อยไม่ถึง 1% มาอยู่ที่ 298.01 ดอลลาร์ ทั้งนี้ Intel ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น และ Apple ก็ยังไม่ได้ตอบกลับในทันที
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมตลาดถึงตื่นเต้นกันขนาดนี้ นิคกี้ขออธิบายคำว่า “foundry” ก่อนนะคะ
foundry คือธุรกิจโรงงานรับจ้างผลิตชิปให้บริษัทอื่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแผนพลิกฟื้นกิจการของ Intel ภายใต้ซีอีโอ ลิป-บู ตัน (Lip-Bu Tan)
ที่ผ่านมา Intel ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพยายามหาลูกค้ามาใช้บริการโรงงานของตัวเอง และเคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้นการได้ Apple มาเป็นลูกค้าจึงถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ และอาจช่วยดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มได้อีก
ในวันเดียวกันนี้เอง Intel ก็เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ foundry ด้วยการดึงตัวคุณซอกฮี ลี ผู้คร่ำหวอดในวงการชิป มาเป็นรองประธานบริหารดูแลด้านการประกอบชิปขั้นสูง (advanced packaging) โดยรายงานตรงต่อซีอีโอตัน
แต่นิคกี้อยากให้นักลงทุนใจเย็นๆ และมองอย่างรอบด้านนะคะ เพราะปัจจุบัน Apple พึ่งพา TSMC (ผู้ผลิตชิปรายใหญ่จากไต้หวัน) เป็นหลักในการผลิตชิป การหันมาใช้ Intel จะทำให้ Apple มีซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนชิปที่กำลังดันราคาชิ้นส่วนและอุปกรณ์ให้แพงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่างานที่ทั้งสองบริษัทจะทำร่วมกันในช่วงแรกอาจจะยังเล็กน้อย เพราะ Intel ยังต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าโรงงานของตัวเองสามารถผลิตได้ทัดเทียมกับ TSMC ในด้านการผลิตขั้นสูง
คุณสเตซี แรสกอน นักวิเคราะห์จาก Bernstein มองว่า Intel ยังต้องพิสูจน์ฝีมือก่อนที่จะได้รับงานก้อนใหญ่กว่านี้ แต่ก้าวแรกมักเป็นก้าวที่ยากที่สุดเสมอ และอย่างน้อยตอนนี้ Intel ก็ดูเหมือนจะได้เริ่มก้าวแรกนั้นแล้ว โดยเขาคาดว่าความสัมพันธ์ด้าน foundry ในช่วงแรกน่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนปริมาณน้อยและไม่ใช่ชิ้นส่วนสำคัญมากนัก
อีกเกร็ดหนึ่งที่นิคกี้คิดว่าน่าสนใจมากในเชิงโครงสร้างคือ เมื่อปีก่อน Intel ได้ทำข้อตกลงที่ไม่ธรรมดากับทรัมป์ จนทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัท โดย Intel ขายหุ้นสัดส่วนเกือบ 10% เพื่อแลกกับการสนับสนุนจากภาครัฐ และซีอีโอตันซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ก็ยังดึงดูดการลงทุนจากทั้ง Nvidia และ SoftBank เข้ามาได้อีกด้วย
🚀 ความเคลื่อนไหวบริษัทอื่นที่ห้ามมองข้าม
นอกจาก Intel แล้ว ยังมีข่าวบริษัทอื่นๆ ที่นิคกี้คิดว่าสะท้อนภาพใหญ่ของตลาดได้ดีค่ะ เริ่มจาก SpaceX ที่กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ก็ไม่ได้รอดพ้นจากความผันผวนที่มักจะเกิดกับบริษัทใหญ่ๆ หลังเข้าตลาด
เพราะราคาหุ้น SpaceX ปรับลดลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน และมีรายงานว่าธนาคารผู้จัดการของ SpaceX กำลังเตรียมจัดประชุมพูดคุยกับนักลงทุนเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเรื่องการออกหุ้นกู้ (bond offering ซึ่งก็คือการกู้เงินจากนักลงทุนด้วยการออกตราสารหนี้) ที่อาจเกิดขึ้น
ต่อมาคือ Amazon ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขายชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ออกแบบเองให้ไปใช้ในศูนย์ข้อมูล (data center) ของบริษัทอื่น ซึ่งถือเป็นการขยายความพยายามครั้งสำคัญในการเข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาด และท้าทายความเป็นเจ้าตลาดของ Nvidia
ตรงนี้นิคกี้มองว่าเป็นธีมที่น่าจับตามาก เพราะมันสะท้อนว่าบรรดายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเริ่มไม่อยากพึ่งพา Nvidia เพียงเจ้าเดียวอีกต่อไป
และสุดท้ายคือ Accenture บริษัทที่ปรึกษา ซึ่งออกมาบอกว่าคาดว่าจะมีรายได้ลดลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เพราะ AI กำลังเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมบริการให้คำปรึกษา อีกทั้งลูกค้าบางส่วนก็ชะลอการทำธุรกิจเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า AI ไม่ได้สร้างแต่ผู้ชนะเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจรูปแบบเดิมๆ ที่ปรับตัวไม่ทันด้วยเช่นกัน
🔮 มุมมองนิคกี้ และสิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
โดยสรุปแล้ว ภาพใหญ่ของรอบนี้คือเรื่องราวของ “ความกลัวที่คลายลง” ค่ะ ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันเริ่มไหล ราคาพลังงานอ่อนตัว ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อบรรเทาลง และนั่นก็เปิดทางให้ตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและชิป กลับมาคึกคักอีกครั้ง
แต่สิ่งที่นิคกี้อยากฝากให้คิดต่อ คือคำเตือนจากนักกลยุทธ์ของ Bloomberg อย่างคุณคริสติน อาคิโน ที่ชี้ว่า การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการใช้จ่ายด้าน AI จะดำเนินต่อไปอีกสักระยะ
ทว่าในยุคใหม่ที่เทรดเดอร์เริ่มต้องคิดถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น หุ้นชิปก็อาจต้องเจอกับ “มาตรฐานที่สูงขึ้น” หากจะปรับตัวขึ้นแรงๆ แบบที่เคยเป็นมาในปีต่อๆ ไป
พูดง่ายๆ คือ ราคาน้ำมันที่ลงมาช่วยซื้อเวลาให้ตลาดได้ก็จริง แต่ตราบใดที่เฟดยังอยู่ในโหมดที่อาจขึ้นดอกเบี้ย หุ้นที่ราคาวิ่งมาเยอะอย่างกลุ่มชิปก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองหนักขึ้นกว่าเดิม
สิ่งที่นิคกี้จะจับตาต่อจากนี้มีอยู่ไม่กี่จุดค่ะ จุดแรกคือนาฬิกานับถอยหลัง 60 วันของการเจรจานิวเคลียร์ ว่าจะราบรื่นหรือสะดุด เพราะผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็มองว่ามันสั้นเกินไป
จุดที่สองคือเรื่อง “ค่าผ่านทาง” ในช่องแคบฮอร์มุซหลังครบ 60 วัน ว่าจะกลายเป็นชนวนความตึงเครียดรอบใหม่หรือไม่
และจุดสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือทิศทางของเฟดภายใต้เควิน วอร์ช ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่จะทยอยออกมาในเดือนข้างหน้าจะเย็นลงพอที่จะทำให้เฟด “คง” ดอกเบี้ยได้จริงตามที่ตลาดคาดหวังหรือเปล่า เพราะนั่นแหละค่ะคือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดอารมณ์ของตลาดในระยะถัดไปค่ะ
ปล. พ่อใหญ่ตั้มปั้มหุ้นเก่งนะ เลือกวัน triple witching day ปล่อยข่าวดีลชิป intel ทำให้ CTA ต้องไล่ซื้อหุ้นชิป 🤣🤣
————————————
จังหวะมันลงตัวจนน่าหมั่นไส้ค่ะ เพราะวันที่ปล่อยข่าวดีล Intel–Apple ดันเป็นวัน triple witching พอดี ซึ่งก็คือวันที่สัญญาออปชันหุ้น ออปชันดัชนี และฟิวเจอร์สดัชนี หมดอายุพร้อมกันทีเดียว เกิดแค่ปีละ 4 ครั้งเท่านั้น แถมรอบนี้มูลค่าออปชันที่ครบกำหนดสูงถึงราว 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ จนปริมาณซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
มันเลยเป็นวันที่เม็ดเงินหนาแน่นและกลไกตลาดพร้อมจะขยายทุกการเคลื่อนไหวให้แรงกว่าปกติอยู่แล้ว พอมีข่าวบวกชัดๆ มาจุดไฟในวันแบบนี้ หุ้นชิปเลยวิ่งทีเดียว 6.4%
กลไกเบื้องหลังมันน่าสนใจกว่าแค่เรื่องว่าใครปล่อยข่าวค่ะ CTA ที่นิคกี้พูดถึงนั้นย่อมาจาก Commodity Trading Advisor ซึ่งก็คือกองทุนที่เทรดตามระบบล้วนๆ ไม่ได้สนใจพื้นฐานบริษัทเลยสักนิด แต่ดูที่ “ทิศทางราคา” และโมเมนตัมเป็นหลัก
พอราคาหุ้นชิปพุ่งตัวขึ้นแรง สัญญาณในระบบของพวกเขาก็พลิกเป็นซื้อโดยอัตโนมัติ ทีนี้พอไปบวกกับวัน triple witching ที่ดีลเลอร์ออปชันส่วนหนึ่งต้องคอย “ไล่ซื้อตามราคาที่ขึ้น” เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตตัวเอง (กลไกที่เรียกว่า gamma) มันเลยกลายเป็นวงจรที่ยิ่งราคาขึ้น ยิ่งมีคนถูกบังคับให้ซื้อ แล้วก็ยิ่งดันราคาขึ้นไปอีก เหมือนไฟที่ลามแรงเพราะบังเอิญมีเชื้อสองชั้นซ้อนกันพอดี
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรรู้คือ มันทำงานสองทางเสมอนะคะ วันไหนที่ “ข่าวร้าย” มาเจอจังหวะแบบนี้บ้าง ราคาก็ร่วงแรงเกินจริงได้เหมือนกันค่ะ (เราเคยเจอกันเองก็หลายครั้ง)
คนที่เข้าใจกลไกตรงนี้จะได้ไม่ตกใจขายตอนที่ทุกคนถูกบังคับให้ขายพอดี และไม่ไล่ซื้อตอนที่ทุกคนถูกบังคับให้ซื้อพอดีค่ะ 😉
ปล2. เดี๋ยวนี้พ่อใหญ่เค้า advance ไปอีกขั้นแล้วนะ 🤣🤣🤣
โฆษณา