4 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

สันติภาพอาจต้องรอ...แต่หุ้นถึงเวลาที่ต้องเลือก!

  • สัญญาณสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ทำให้นักลงทุนย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มพลังงานไปยังกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง
  • ตลาดหุ้นไทยยังไม่ตอบสนองเชิงบวกเต็มที่ เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งมีน้ำหนักสูงในดัชนีถูกเทขาย และนักลงทุนยังรอความชัดเจนของสถานการณ์
  • บทวิเคราะห์ชี้ว่า เป็นช่วงเวลาที่ต้องเลือกลงทุนในหุ้นให้ถูกกลุ่ม โดยกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลงคือ สายการบิน, ขนส่ง, ค้าปลีก, โรงไฟฟ้า และ อิเล็กทรอนิกส์
โลกเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน อาจเกิดขึ้นได้จริง แม้ว่ารายละเอียดหลายส่วนจะยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวลือ ข่าวปลอม และ ข้อมูลที่ยากต่อการตรวจสอบ แต่สิ่งที่สะท้อนความจริงได้ดีที่สุดก็คือ การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent ที่ทยอยลดระดับลงมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งอีกครั้ง
ผลที่ตามมาหลังราคาพลังงานปรับลง คือ การเปลี่ยนทิศทางของเม็ดเงินลงทุนครั้งสำคัญ โดยนักลงทุนเริ่มทยอยลดน้ำหนักหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากภาวะน้ำมันแพง และหันไปหาหุ้นที่ได้อานิสงส์จากต้นทุนพลังงาน ที่ลดลงแทน ซึ่งอาจกลายเป็นธีมการลงทุนหลักในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดหุ้นไทย...หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมดัชนียังไม่ตอบรับเชิงบวกอย่างร้อนแรงเหมือนตลาดหุ้นหลายประเทศ ทั้งที่ประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ หรือ Net Oil Importer ซึ่งตามหลักแล้วควรได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงมากกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ
ในมุมมองของเจ๊เมาธ์ สาเหตุสำคัญประการแรก มาจากโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยเอง เพราะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนี SET จำนวนมากล้วนอยู่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งเมื่อราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลง นักลงทุนจึงเลือกขายหุ้นกลุ่มนี้ออกมาก่อน ส่งผลให้ดัชนีโดยรวมยังเคลื่อนไหวไม่หวือหวา แม้ว่าหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงาน ที่ลดลงจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้วก็ตาม
เรื่องที่สองก็คือคำว่า “สันติภาพชั่วคราว” เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความอ่อนไหวสูง ด้วยเหตุนี้ กองทุนและนักลงทุนสถาบันจำนวนไม่น้อย จึงยังเลือกใช้กลยุทธ์ Wait and See เพื่อรอความชัดเจนของรายละเอียดข้อตกลง รวมถึงติดตามท่าทีของประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ก่อนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดคือ ประเด็นที่ตลาดหุ้นไทยได้ซึมซับข่าวดีไปล่วงหน้าพอสมควรแล้ว หุ้นหลายตัวที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลงเริ่มมีแรงซื้อสะสมเข้ามาก่อนหน้านี้ เมื่อข่าวเริ่มมีความชัดเจน นักลงทุนบางส่วนจึงเลือกขายทำกำไรตามหลัก Sell on Fact มากกว่าการเข้าซื้อเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นไทยจะยังตอบรับไม่เต็มที่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ถือเป็นข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนัก จึงเริ่มปรับมุมมองจากหุ้นพลังงาน ไปยังหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลงมากขึ้น
เริ่มจาก บล.ดาโอ ที่มองว่า กลุ่มสายการบินเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เด่นที่สุด ทั้ง THAI AAV และ BA เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ หากราคาน้ำมันเข้าสู่รอบขาลงอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของกำไรได้ชัดเจน
รองลงมาคือ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์อย่าง WICE, III และ SJWD ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง ขณะที่กลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, CRC, BJC และ HMPRO ก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อที่ดีขึ้น เมื่อภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของผู้บริโภคลดลง
นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง BGRIM, GPSC, GULF และ RATCH ก็เป็นอีกกลุ่มที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มกลับมาให้ความสนใจ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงบางส่วนมีความเชื่อมโยงกับราคาก๊าซธรรมชาติ ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, HANA และ KCE ก็มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ลดลงเช่นกัน
ในทางกลับกัน บล.กรุงศรี ยังคงแสดงความกังวลต่อแนวโน้มค่าการกลั่น เพราะในขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีอย่าง PTTGC, IVL, SCC และ IRPC แม้จะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง แต่ก็ยังเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ทำให้การฟื้นตัวของผลประกอบการอาจไม่ได้รวดเร็วอย่างที่ตลาดคาดหวัง
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของเจ๊เมาธ์ นักลงทุนยังไม่ควรด่วนสรุปว่า รอบพลังงานขาขึ้นได้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะในโลกการลงทุนไม่มีสถานการณ์ใดคงอยู่ตลอดไป หากการเจรจาสันติภาพเกิดสะดุดขึ้นมา หรือมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ราคาน้ำมันก็สามารถกลับมาพุ่งขึ้นได้อีกครั้งในเวลาอันสั้น
ดังนั้น เจ๊เมาธ์จึงมองว่า ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงของการทุ่มเดิมพันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่เป็นช่วงของการคัดเลือกหุ้นให้ถูกกลุ่มมากกว่า เพราะหากสถานการณ์โลกเปลี่ยน ตลาดก็พร้อมเปลี่ยนทิศได้ตลอดเวลา
สำหรับเจ๊เมาธ์...ผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของราคาหุ้น เงินปันผล หรือ การเติบโตของกิจการ ยังคงเป็นผลตอบแทนที่มีคุณค่าต่อนักลงทุนมากที่สุด และเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ได้จริงว่า เป็นการตัดสินใจลงทุนในทิศทางที่ถูกต้องที่สุดนั้นเองเจ้าค่ะ
โฆษณา