6 ชั่วโมงที่แล้ว • ไลฟ์สไตล์

ทำไมเราถึงทำสิ่งที่เราทำ (Why We Do What We Do)

พฤติกรรมและการตัดสินใจของมนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ถูกควบคุมด้วยอารมณ์ สัญชาตญาณ และบาดแผลในอดีตอย่างลึกซึ้ง
นักปรัชญาอย่างเพลโตได้เปรียบเปรยจิตใจของมนุษย์เหมือน "คนขับรถม้า" (เหตุผล) ที่พยายามควบคุมม้าสองตัว ได้แก่ สัญชาตญาณดิบ และอารมณ์ความรู้สึก
การที่เราไม่ยอมทำในสิ่งที่เรารู้ว่าดี (เช่น การลุกไปออกกำลังกาย) ไม่ใช่เพราะเราขาดข้อมูล แต่เป็นเพราะ "เราแค่ไม่อยากทำ" ซึ่งเป็นปัญหาทางอารมณ์ ไม่ใช่ปัญหาทางตรรกะ
นอกจากนี้ การกระทำของเรายังเป็นผลมาจากกลไกทางจิตวิทยา ดังนี้:
การทำงานของสมองส่วนอารมณ์: สมองส่วนอารมณ์และสัญชาตญาณ (Mammalian brain) มักจะเป็นผู้ทำการตัดสินใจไปก่อนแล้วในเสี้ยววินาที จากนั้นสมองส่วนตรรกะ (Prefrontal cortex) จึงค่อยแต่งเรื่องราวขึ้นมาเพื่อหาเหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจนั้น
การทำตามสคริปต์อัตโนมัติ (Scripted Behaviors): สมองของเราจะสร้างแอปพลิเคชันหรือสคริปต์อัตโนมัติสำหรับพฤติกรรมที่ทำซ้ำๆ เพื่อประหยัดพลังงาน
กลไกการเอาตัวรอดจากวัยเด็ก: พฤติกรรมที่ดูเหมือนจะไร้เหตุผลหรือทำลายตัวเองในตอนโต มักสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมที่เคยช่วยให้เราเอาชีวิตรอดได้ในวัยเด็ก
ตัวอย่างเช่น เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีพ่อแม่อารมณ์รุนแรงหรือติดเหล้า อาจเรียนรู้ที่จะ "ตัดขาดจากความรู้สึก" (Disassociate) เพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นกลไกที่อัจฉริยะมาก
แต่เมื่อโตขึ้นและนำพฤติกรรมตัดขาดความรู้สึกนี้มาใช้ในชีวิตคู่ มันกลับกลายเป็นหายนะที่ทำลายความสัมพันธ์
เราทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็น "สะพานเชื่อม" ระหว่างบุคลิกภาพพื้นฐานกับสภาพแวดล้อม อย่างที่เราเคยคุยกันไปเรื่องโครงสร้างตัวตน 3 ระดับ แกนกลางของเราคือบุคลิกภาพพื้นฐาน (Traits) ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ยาก เมื่อเราต้องใช้ชีวิตในสังคม จิตใต้สำนึกของเราจึงสร้างสิ่งที่เรียกว่า "การปรับตัว" (Adaptations) ขึ้นมาในรูปแบบของความเชื่อ อารมณ์ และนิสัย เพื่อให้เราสามารถเอาตัวรอดและมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้
ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนเก็บตัว (Introvert) แต่มีความต้องการค้นหาสิ่งใหม่ๆ สูง คุณอาจสร้างการปรับตัวโดยการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้คุณสามารถออกไปสังสรรค์และเข้าสังคมได้ง่ายขึ้น
พฤติกรรมที่เราทำจึงเป็นเพียงผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายของระบบการปรับตัวนี้
พฤติกรรมที่ดู "ไร้เหตุผล" ในวันนี้ คือ "กลไกเอาตัวรอดที่ยอดเยี่ยม" ในวัยเด็ก บ่อยครั้งเราอาจตั้งคำถามว่า ทำไมเราหรือคนรอบข้างถึงเผลอทำพฤติกรรมที่บ่อนทำลายตัวเอง (Self-sabotage) หรือทำเรื่องที่ดูไม่สมเหตุสมผล ความจริงก็คือ พฤติกรรมเหล่านั้นเคยเป็นกลไกและตรรกะที่สมเหตุสมผลมากในอดีต ซึ่งช่วยให้เราเอาชีวิตรอดและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ในวัยเด็ก
เราไม่ได้โหยหาความสุข แต่เราโหยหา "ความคุ้นเคย" โดยเฉพาะในเรื่องของความรักและความสัมพันธ์ เรามักคิดว่าเรากำลังมองหาคนที่จะทำให้เรามีความสุข แต่ตามหลักจิตวิทยาแล้ว เรามักจะถูกดึงดูดเข้าหาสิ่งที่ทำให้เรารู้สึก "คุ้นเคย" (Familiar)
เราโหยหาความสำเร็จและเงินทอง เพื่อ "ชดเชย" ปมในใจและแสวงหาสถานะ เบื้องหลังการโหมทำงานหนัก การไล่ล่าความสำเร็จ หรือความต้องการมีชื่อเสียง มักไม่ได้มาจากความต้องการทางวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "การชดเชย" (Compensation) สิ่งที่ขาดหายไป
พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปตาม "ความน่าเชื่อถือ" ของสภาพแวดล้อม แหล่งอ้างอิงได้ยกตัวอย่างการทดลอง "มาร์ชเมลโลว์" (Marshmallow Test) ที่โด่งดัง ซึ่งเคยมองว่าเด็กที่อดทนรอขนมชิ้นที่สองได้คือคนที่มีวินัยและจะประสบความสำเร็จ แต่การศึกษาภายหลังพบว่าเบื้องหลังการตัดสินใจนั้นคือ "ความไว้วางใจต่อสภาพแวดล้อม"
เด็กที่เลือกกินขนมทันทีไม่ได้แปลว่าเขาขี้เกียจหรือขาดวินัยเสมอไป แต่พวกเขาอาจมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ (เช่น ครอบครัวที่แตกแยก) การคว้าของรางวัลตรงหน้าไว้ก่อนจึงเป็นพฤติกรรมที่สมเหตุสมผลและเป็นการเอาตัวรอดที่ดีที่สุดในโลกของพวกเขา เราจึงมักแสดงพฤติกรรมไปตามเงื่อนไขว่าเราเชื่อใจโลกรอบตัวมากแค่ไหน
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและตัวอย่าง
1. งานวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติต่อการเติบโต (Yale University) งานวิจัยโดย Dr. Becca Levy พบว่าสิ่งที่เราเชื่อมีผลต่ออายุขัยของเรา
ผู้ที่มีทัศนคติเชิงบวกและเชื่อว่าการมีอายุมากขึ้นคือโอกาสในการเติบโต จะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ที่มองว่าความแก่คือความเสื่อมถอยถึง 7.5 ปี
ตัวอย่าง: แทนที่จะส่องกระจกแล้วตื่นตระหนกกับริ้วรอยที่คอ ให้เปลี่ยนวิธีคิด (Cognitive Behavioral Therapy กับตัวเอง) ว่าริ้วรอยเหล่านี้คือร่องรอยของการมีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนานและเป็นเรื่องธรรมชาติ
2. งานวิจัยเกี่ยวกับเป้าหมายและยีน (UCLA) Dr. Steven Cole ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง "การมีเป้าหมายในชีวิต" กับ Epigenetics (การแสดงออกของยีน)
งานวิจัยพบว่าผู้ที่รู้สึกว่าตนเองมีเป้าหมายในการให้หรือทำเพื่อผู้อื่น จะมีการแสดงออกของยีนที่เปลี่ยนไป โดยมีระดับการอักเสบในร่างกายลดลงและมีภูมิคุ้มกันต้านทานไวรัสที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่าง: เป้าหมายไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ระดับโลก อาจเป็นแค่การเก็บเลมอนหลังบ้านไปแบ่งปันให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวข้างบ้าน พร้อมเสนอตัวช่วยดูแลลูกให้ในขณะที่เธอทำกับข้าว
3. งานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ (Harvard Longitudinal Study) การศึกษาระยะยาว 85 ปีของฮาร์วาร์ดพบว่า ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของการมีชีวิตที่ดีและยืนยาวไม่ใช่พันธุกรรมหรือความฟิตของร่างกาย แต่คือ "คุณภาพของความสัมพันธ์"
ความโดดเดี่ยวเป็นอันตรายต่อสุขภาพเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 14 มวนต่อวัน
วิธีแก้ไขเพื่อสร้างชีวิตที่ดี
1. ออกแบบสิ่งแวดล้อมแทนการพึ่งพาพลังใจ (Environmental Design) การใช้พลังใจ (Willpower) เพื่อบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เป็นเครื่องมือที่ใช้พลังงานสูงและมักจะล้มเหลวในระยะยาว
วิธีแก้คือการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่อให้พฤติกรรมที่ดีทำได้ง่ายที่สุด และพฤติกรรมแย่ๆ ทำได้ยากที่สุด (สร้าง Friction)
ตัวอย่าง: หากต้องการไปยิม ให้วางรองเท้าออกกำลังกายไว้ที่ประตูบ้านเลย เพื่อให้การเดินออกจากบ้านไปออกกำลังกายนั้น "ง่ายกว่า" การไม่ไป
2. ลงมือทำก่อนเกิดแรงจูงใจ (The "Do Something" Principle) เรามักเข้าใจผิดว่าต้องมี "แรงจูงใจ" ก่อนจึงจะเกิดการกระทำ แต่ความจริงคือ การลงมือทำต่างหากที่สร้างอารมณ์และแรงจูงใจ
วิธีแก้ไข: หากคุณรู้สึกติดขัด Mark Manson ให้โฟกัสแค่การลงมือทำ "ขั้นตอนถัดไป" ที่เล็กและง่ายที่สุด (Minimum Viable Action) เช่น ถ้าอยากทำสมาธิ อย่าเพิ่งคิดว่าจะทำ 7 วัน ให้ตั้งเวลาแค่ 60 วินาทีก่อน เมื่อได้ลงมือทำแล้ว โมเมนตัมจะพาให้คุณอยากทำต่อไปเอง
สร้างความสุขจากการ "แก้ปัญหา" ไม่ใช่การหนีปัญหา มาร์ก แมนสัน (Mark Manson) อธิบายว่า ความสุขไม่ใช่การหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธปัญหา เพราะชีวิตคนเรามีปัญหาให้ต้องแก้อยู่เสมอ เมื่อแก้ปัญหาหนึ่งได้ ก็จะเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาแทน
ความสุขที่แท้จริงเกิดจาก "กระบวนการแก้ปัญหา"
ดังนั้น แทนที่จะหวังให้ชีวิตไม่มีอุปสรรค เราควรเลือกปัญหาที่เราเต็มใจและสนุกที่จะเผชิญหน้าหรือแก้ไขมัน
เลิกวิ่งตามความสมบูรณ์แบบ (The Paradox of Positivity) การที่เราถูกสังคมกดดันให้ต้องดีกว่านี้ เก่งกว่านี้ หรือมีความสุขตลอดเวลา มักจะทำให้เรายิ่งเครียดและรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ (Paradox of positivity)
ในทางกลับกัน การยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง การปล่อยวางความคาดหวัง และการยอมรับประสบการณ์เชิงลบในชีวิต กลับเป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีอิสระและพบกับความสุขที่แท้จริงได้
3. Dr. Kerry Burnight ใช้หลัก 4 เสาหลักในการใช้ชีวิต (The GCAG Matrix) เพื่อสร้าง Joy Span หรือช่วงเวลาแห่งความอิ่มเอมใจในชีวิต ควรฝึกฝน 4 ทักษะนี้เป็นประจำ:
Grow (เติบโต): พาตัวเองไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายความสามารถ เพื่อให้สมองและจิตใจได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
Connect (เชื่อมโยง): เป็นฝ่ายรุกในการสร้างความสัมพันธ์ เช่น เป็นคนริเริ่มทักทาย ชวนเพื่อนไปทานข้าว และสร้างกลุ่มสังคมกับคนหลากหลายวัย
Adapt (ปรับตัว): ยอมรับว่าชีวิตต้องมีความสูญเสีย อนุญาตให้ตัวเองเศร้า แต่ต้องรู้จักใช้กลไกการรับมือ (Coping mechanisms) เพื่อก้าวเดินต่อไป
Give (เป็นผู้ให้): แบ่งปันสิ่งที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นเวลา ทักษะ หรือแม้แต่การเป็น "ผู้ฟังที่ดี" เพื่อสร้างคุณค่าและเป้าหมายในชีวิต
4. ฝึกฝนความซาบซึ้งใจเพื่อปรับโครงสร้างสมอง (Gratitude Practice) Dr. Andrew Huberman เล่าว่าสมองของเรามีระบบ Reticular Activating System (RAS) ซึ่งจะมองเห็นสิ่งที่เราให้ความสนใจมากขึ้น
หากตื่นมาแล้วคิดถึงแต่ปัญหา สมองก็จะมองเห็นแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดวัน
วิธีแก้ไข: ก่อนลุกจากเตียงในทุกๆ เช้า ให้นับนิ้วและนึกถึงสิ่งที่รู้สึกขอบคุณ 10 อย่าง (เช่น ดีใจที่มีเตียงนุ่มๆ หรือดีใจที่มีกาแฟอร่อยๆ รออยู่)
การทำเช่นนี้เป็นประจำจะช่วยปรับโครงสร้างสมองให้โฟกัสกับแง่บวกและสร้างความสุขจากภายในได้
ทำความรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้งผ่านการเขียน (Know Thyself) โสกราตีสกล่าวไว้ว่า "ชีวิตที่ปราศจากการไตร่ตรอง เป็นชีวิตที่ไม่คุ้มค่าที่จะอยู่" (The unexamined life is not worth living)
สิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญหรือเป็นแค่นิสัยส่วนตัว แต่ล้วนเป็น ปฏิกิริยาตอบสนองและร่องรอยของการพยายามเอาชีวิตรอด การปรับตัว การแสวงหาความรัก และการชดเชยบาดแผลในอดีตของเราทั้งสิ้น
โฆษณา